0 items - ฿0.00 0
  • Empty cart!

Happy journey

Be Happy, Be Sabai-Arom

Our happy journeys to the small farming communities across Thailand take us to the abundant path of Thai botanicals and their history. If you would like to know more about the ingredients in our happy products, join us on our Sabai-Arom passport-free journey throughout the land of smiles :)

มะม่วงมหาชนก ผลไม้แห่งแรงบันดาลใจของไทย

ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย มะม่วงเป็นผลไม้เป็นผลไม้ที่ยอดนิยมและศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้มะม่วงยังสื่อถึงความร่ำรวยและความรุ่งเรืองอีกด้วย

จากมะม่วงหลากหลายชนิด SabaiArom ได้เลือกเดินทางค้นหาต้นกำเนิดของ “มะม่วงมหาชนก” ที่จังหวัดลำพูน ทางภาคเหนือของประเทศไทย มาเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นสูตรสำหรับคอลเล็คชั่น Mango Orchard เราใช้เวลาหลายวันเพื่อเรียนรู้ถึงมะม่วงอันน่ามหัศจรรย์นี้จากชาวสวนในพื้นที่และรู้สึกทึ่งกับเรื่องราว และคุณลักษณะพิเศษของมัน

มะม่วงมหาชนกเริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดในช่วงปี 1990 โดย คุณลุงเดช ทิวทอง ชาวสวนในจังหวัดลำพูนแห่งสวนทิวทอง คุณลุงได้อุทิศชีวิตให้กับการพัฒนาการเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และเป็นบุคคลแรกที่ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์มะม่วงมหาชนกขึ้น มะม่วงชนิดนี้เป็นมะม่วงพันธุ์ ผสมระหว่างพันธุ์หนังกลางวัน ของไทย และมะม่วงพันธุ์ Sunset ของอเมริกา ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ แค่ปีละครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม จึงทำให้มะม่วงชนิดนี้เป็นผลไม้ตามฤดูกาลที่พิเศษมาก  และคุณลุงเดชได้ตั้่งชื่อมะม่วงพันธุ์นี้ตามหนังสือที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงแปลไว้ นั่นก็คือเรื่องพระมหาชนกซึ่งได้สื่อถึงคุณค่าของสติปัญญา ความตระหนักและความยั่งยืน ลักษณะที่โดดเด่นของมะม่วงมหาชนกนั่นอยู่ที่ผิวที่มีหลายสี  สีเขียวในด้านหนึ่งและ สีพีชทองอีกด้านหนึ่ง รวมไปถึงกลิ่นและรสชาดอันชุ่มฉ่ำ  ในปัจจุบันได้มีการปลูกมะม่วงมหาชนกทั่วประเทศและได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ทำรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชนหลายชุมชนทั่วประเทศไทย

ลำพูน

การเริ่มต้นอันสดใสกับเชียงใหม่ซากุระ

หากเอ่ยถึงดอกซากุระ ทุกคนก็จะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นทันที เพราะซากุระเป็นสัญลักษณ์ของแดนอาทิตย์อุทัย แต่ซากุระนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ในภาคเหนือของประเทศไทยเราก็มีอีกหนึ่งสายพันธุ์ซากุระดอกสีชมพูอ่อนที่รู้จักกันในนาม “นางพญาเสือโคร่ง” ซึ่งจะเบ่งบานบนยอดภูเขาสูงในช่วงธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ดึงดูดนั่งท่องเที่ยวมากมายไปดื่มด่ำกับความสวยงามสีชมพูในช่วงหน้าหนาว ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ในการฉลองปีใหม่ของคนไทยอีกด้วย

ซากุระญี่ปุ่นนั้นมีดอกใหญ่กว่าและสีดอกเข้มกว่าซากุระไทย โดยญี่ปุ่นจะบานในช่วงเวลาที่ต่างจากของไทย คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปลายเดือนมีนาคมและเมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้นของกิจกรรมชีวิตหลายอย่างหลังจากฤดูหนาวอันแสนเหงา ซากุระยังเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานในช่วงสั้นๆ แล้วแต่สภาพอากาศ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าดอกซากุระจะบานเมื่อไหร่ ดังนั้นเมื่อดอกซากุระบานสะพรั่ง คนญี่ปุ่นจะมีความสุขเป็นพิเศษ ถึงกับมีเทศกาลชมซากุระ “ฮานามิ” เพื่อจับจองที่นั่งใต้ต้นซากุระเพื่อรับประทานอาหาร สังสรรค์กัน  ทั้งซากุระไทยและญี่ปุ่นจึงมีความต่างที่เหมือนกันตรงที่เป็นการเฉลิมฉลองความสุขและการเริ่มต้นใหม่

นางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสายพันธุ์ Wild Himalayan cherry blossom (Prunus cerasoides) เป็นไม้จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย และกระจายพันธุ์มาสู่ อินเดีย พม่า และบริเวณยอดดอยภาคเหนือของไทย ทั้งเชียงใหม่, เชียงราย, น่าน, ภูทับเบิก, เพชรบูรณ์ รวมถึงจังหวัดเลย

แต่ถ้าจะถามหาสถานที่ชมซากุระเมืองไทยที่ไปง่ายและใกล้ตัวเมืองมากที่สุด ต้องเป็น“ขุนช่างเคี่ยน”  (สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน) ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งที่เยอะมากอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย เมื่อหน้าหนาวมาเยือนเชียงใหม่ ดอกนางพญาเสือโคร่งจะเบ่งบานสะพรั่ง ทั้งดอยก็จะได้รับการแต่งแต้มด้วยสีชมพูสดใสจากกลีบดอกซากุระ สร้างความสวยงามโรแมนติก ทำให้นักท่องเที่ยวจำทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนมาเยี่ยมชม ถ่ายรูป และดื่มด่ำบรรยากาศอันเบิกบานใจอยู่ทุกปีมิได้ขาด

นอกจากนี้ขุนช่างเคี่ยนยังมีอะไรให้เยี่ยมชมอีกมาก ทั้งไร่กาแฟอาราบิกาที่ดูแลโดยชาวม้ง ดอกไม้และผลไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ รวมทั้งหมู่บ้านม้งดอยปุยที่น่าเข้าไปสัมผัสวัฒนธรรม และอากาศบริสุทธิ์ที่นักเดินทางสามารถสูดเข้าไปให้ชุ่มปอดอีกด้วย

สบายอารมณ์นำแรงบันดาลใจจากการเริ่มต้นอันสดใสและความโรแมนติกเบิกบานใจบนยอดดอยมากลั่นกลิ่นหอมหวานอันทรงเสน่ห์ สู่คอลเลคชั่น Chiang Mai Cherry Blossom ให้คุณคิดถึงความงามของ ซากุระเชียงใหม่อีกครั้ง

Chiang Mai

ดอกมะลิลาจากสวนเกษตรอินทรีย์

“ดอกมะลิลา” เป็นดอกไม้พื้นถิ่นของประเทศไทย อยู่ในสายพันธุ์ Jasmine Sambuc

ดอกมะลิลาที่เราใช้นั้นมาจาก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกดอกมะลิที่ดีที่สุด ดอกมะลิที่ได้จะมีกลีบใหญ่ ก้านยาวและกลิ่นที่หอมหวาน เป็นผลมาจากดินที่มีแร่ธาตุมาก

เราใช้ดอกมะลิที่ไร้สารเคมีจากไร่ที่ดีที่สุดเพื่อที่จะสกัดสารที่ทำให้ผิวชุ่มชื่น และทำให้สินค้ากลุ่ม Jasmine Ritual ของเรามีคุณสมบัติในการทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ดอกมะลิลาจะถูกเก็บในตอนเช้าตรู่อย่างนุ่มนวลในช่วงที่กลิ่นของดอกไม้หอมกระจายที่สุด เราได้เจอ “คุณบุ๋ม” ซึ่งงเป็นเจ้าของไร่มะลิ และมีความผูกพันกับดอกมะลิมาทั้งชีวิต คุณบุ๋มและเพื่อนร่วมงานของเธอ จะเริ่มงานในตอนเช้าตรู่โดยการเก็บดอกมะลิด้วยมือ ทำให้มั่นใจถึงคุณภาพ และแพคส่งด้วยตัวเองก่อนที่จะถูกลำเลียงไปยังปากคลองตลาด ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพ การที่ได้เก็บดอกไม้ด้วยมือนั้นทำให้เรารู้ว่าดอกไม้จะต้องได้รับการดูแลด้วยความละเอียดอ่อนอย่างแท้จริง ดอกมะลินั้นเป็นที่ต้องการอย่างสูง และมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนธุรกิจดอกไม้ในประเทศไทย และทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากมีความยึดมั่นในการทำธุรกิจนี้อย่างยั่งยืน

การที่เป็นดอกไม้ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในวิถีชีวิตของไทยทั้งด้านจิตวิญญาณและเศรษฐกิจ เราได้เลือกมะลิลาดอกไม้ของไทย เป็นตัวแทนของความสุขอันเรียบง่ายของคนที่ใช้ชีวิตกับดอกไม้สีขาวเล็กๆชนิดนี้

นครปฐม

เรื่องราวความรักของดอกกุหลาบจุฬาลงกรณ์

รักแท้ยังคงอยู่ตลอดไปถึงแม้ว่าเราจะห่างกายกัน

ดอกกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์เป็นดอกกุหลาบไร้หนามสีชมพูพันธุ์ผสมซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ 2410 ในประเทศอังกฤษ เป็นดอกไม้ขนาดใหญ่ซึ่งสามารถใหญ่ได้ถึง 15 เซนติเมตรและมีกลิ่นหอมรัญจวนใจ ดอกกุหลาบอันเก่าแก่นี้ได้รับการปลูกที่เชียงใหม่โดยพระชายา เจ้าดารารัศมีแห่งเมืองเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจแรกของพระองค์ในการวางพื้นฐานในการปลูกดอกกุหลาบเพื่อการค้าในประเทศไทย

เราเดินทางขึ้นเหนือสู่ตำหนักดาราภิรมย์ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดศูนย์กลางในภาคเหนือที่มีมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย ในการค้นพบเรื่องราวของความรักระหว่าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเจ้าดารารัศมีแห่งเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสมาคมดอกกุหลาบแห่งชาติ เจ้าดารารัศมีได้รับสายพันธุ์ดอกกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ทุกปี และท่ามกลางดอกกุหลาบเหล่านั้น มีดอกกุหลาบสีชมพูไร้หนามซึ่งมีกลิ่นหอมไม่เหมือใคร แลกกลายเป็นดอกไม้ที่ท่านโปรดปรานเป็นที่สุด

พระองค์ตั้งชื่อดอกกุหลาบพันธุ์นั้นว่า “จุฬาลงกรณ์” และได้ทำการปลูกไว้รอบบ้าน ริมเขาแม่ริมในเชียงใหม่ ทั้งยังคัดเลือกดอกไม้ด้วยพระองค์เองเพื่อนำไปวางถวาย พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5  เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีจนนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต

รักแท้คงอยู่ตลอดกาล ไม่ว่ากายจะห่างกัน นั่นคือสิ่งที่ SabaiArom รู้สึกกับเรื่องราวความรัก ในครั้งนี้ เราใช้น้ำมันหอมระเหยดอกกุุหลาบจุฬาลงกรณ์  เพื่อให้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ สื่อถึงความโรแมนติคและความรักที่ไม่รู้จบในหัวใจของทั้งสองพระองค์

เชียงใหม่

ตะไคร้ที่ปลูกหลังบ้านของคนไทย

การที่เป็นพืชสารพัดประโยชน์ที่ปลูกง่ายและไม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ตะไคร้เป็นสิ่งที่ต้องมีในพืชผักสวนครัวของไทย เราได้เดินทางไปยังบ้านในกรุงเทพ เพื่อไปสำรวจสวนครัวของคนเมืองและเราก็ประหลาดใจที่ได้เห็นว่าพวกเขาได้เลือกให้ตะไคร้เป็นพืชชนิดแรกที่อยู่ในสวนเล็ก ๆ ของพวกเขา

ด้วยพื้นที่จำกัด ตะไคร้หนึ่งพุ่มมีค่าสำหรับเขากว่าที่คิดด้วยพืชชนิดนี้สามารถไปอยู่ในส่วนผสมของอาหารไทยหลากหลายเมนู และยังมีคุณค่าทางการแพทย์อีกด้วย

ยาแผนโบราณของไทยใช้ตะไคร้เพื่อคุณสมบัติการต่อต้านแบคทีเรีย ซึ่งนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ SabaiArom สร้างสรรค์สิ่งที่ยอดเยี่ยมจากตะไคร้ เราผสมผสานน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์กับสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิด ที่มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียและได้ทำสูตรที่ช่วยปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่กลิ่นของตะไคร้นั้นช่างมีพลังและอ่อนโยนในขณะเดียวกัน

แล้วคุณล่ะคิดที่จะปลูตะไคร้แล้วหรือยัง

กรุงเทพ

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์แห่งเกาะสมุย

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ทีได้มาจากมะพร้าวออแกนิคจากเกาะสมุย มะพร้าวจากเกาะนี้มีขนาดใหญ่และมีปริมาณวิตามินอีและกรดลอริคสูง ด้วยอากาศที่ดีและดินที่สมบูรณ์ ต้นมะพร้าวที่สมุยนั้นจะสูงมาก ชาวเกาะสมุยจะเก็บมะพร้าวด้วยความ ช่วยเหลือจากลิง พวกเขาจะปอกเปลือก หั่นเนื้อมะพร้าวและสกัดกะทิออกมา จากนั้นทิ้งไว้ 8 ชั่วโมงเพื่อสกัดน้ำมันมะพร้าวบริสุทธ์ที่แยกชั้นจากกะทิ ขั้นตอนเหล่านี้ล้วนแต่ทำด้วยมือโดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรและความร้อนใด ๆ เพราะฉะนั้นน้ำมันมะพร้าวที่สกัดออกมานั้นจึงเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยสารอาหารสำหรับผิวที่ยอดเยี่ยมจากธรรมชาติ

สมุยเป็นเกาะใหญ่เป็นที่สองรองจากเกาะภูเก็ต ซึ่งมีชายหาดสีขาว แนวปะการังและทรัพยากรทางธรรมชาติอันสมบูรณ์ และก่อนที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังไปทั่วโลก สมุยเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ “เกาะมะพร้าว” เพราะมะพร้าวเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชาวเกาะสมุยได้ผลิตน้ำมันมะพร้าวมาใช้เองโดยไม่ใช้เครื่องจักร เพื่อใช้ทำอาหาร,ใช้สำหรับผิว และสำหรับการทำยา พวกเขายังขายน้ำมันมะพร้าวนี้ให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวยังเกาะ แห่งความสุขแห่งนี้อีกด้วย

ก่อนหน้านี้หลายปี ทุกครอบครัวบนเกาะสมุย มีสวนมะพร้าวเป็นของตัวเอง มะพร้าวของพวกเขาถูกส่งไปขายทั่วประเทศ จนกระทั่งการท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เริ่มจาก นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มได้เดินทางมายังเกาะแห่งนี้และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการบอกเล่าถึงเรื่องราวของเกาะสมุยในวงกว้าง อย่างไรก็ตามการเปิดตัวของโรงแรมหรูทำให้คนบนเกาะเริ่มขายที่และได้กลายเป็นลูกจ้างของโรงแรม ในปัจจุบันนี้พื้นที่ปลูกมะพร้าวของสมุยจะอยู่ที่บริเวณส่วนกลาง และทางใต้ของเกาะเท่านั้น

เราตระหนักถึงเอกลักษณ์ทางท้องถิ่นซึ่งบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่นั้นๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงเดินทางไปยังเกาะสมุยเพื่อเป็นส่วนเล็กๆในการสนับสนุนและเชิดชูความภูมิใจของคนชุมชนที่ยังคงมีความสุขในการผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์คุณภาพสูง ส่วนหนึ่งที่ SabaiAromได้เสาะหาน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จากที่นี่ ก็เพื่อช่วยชาวบ้านรักษาตำนานนี้ไปอีกยาวนาน

ภูเก็ต

โชยกลิ่นไกลให้โหยหาของชาหอมหมื่นลี้จากเชียงราย

เพราะกลิ่นหอมหวานตรึงใจ แม้เพียงนำดอกเพียงดอกเดียวติดตัวเดินทางไปไหน ความหอมก็จะเดินทางไปด้วยทุกที่ คนไทยจึงตั้งชื่อให้ดอกไม้ดอกเล็กๆแต่กลิ่นหอมฟุ้งชนิดนี้ว่า “ดอกหอมหมื่นลี้” (Osmanthus flower) มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงทางใต้ของจีน ปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วโลก ชนชาติจีนรู้จักดอกหอมหมื่นลี้มาแต่โบราณและเริ่มนำดอกหอมหมื่นลี้มาชงร่วมกับชาขาว ชาดำ ชาเขียว และชาอู่หลงมานับพันปีย้อนไปถึงสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของศิลปะการชงชาร่วมกับดอกไม้ที่ละเมียดละไมที่สุดอย่างหนึ่งทีเดียว นอกจากนี้หอมหมื่นลี้ยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก ความซื่อสัตย์ และความสง่างาม จึงมักใช้ในพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมจีนโบราณ

สบายอารมณ์พาคุณเดินทางสู่ความสูงกว่า 1200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ลัดเลาะสู่ยอดดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ณ ใจกลางสามเหลี่ยมทองคำ ท่ามกลางบรรยากาศไร่ชาอู่หลงเขียวขจีอันกว้างใหญ่กว่าพันไร่ ซึ่งปลูกโค้งวนตามสันเขาลดหลั่นเป็นขั้นบันไดดูสวยงามแปลกตา

หมู่บ้านบนดอยแม่สลองเป็นหมู่บ้านชาวจีนยูนนานที่อพยพมาจากประเทศจีนในสมัยสงครามกลางเมืองมาทางสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาพยายามเสาะหาที่เงียบสงบเพื่อตั้งรกราก และในที่สุดก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยให้สร้างหมู่บ้านปลูกชาที่นี่ ปัจจุบันดอยแม่สลองเป็นแหล่งปลูกชาอู่หลงคุณภาพเยี่ยมซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เนื่องจากลักษณะพื้นที่ อากาศ และความสมบูรณ์ของดินทำให้พื้นที่มีความเหมาะสมกับการปลูกชาเป็นพิเศษ ใบชาที่นี่ซึ่งเก็บเกี่ยวด้วยมือ จึงรสชาติเข้มข้นแต่แฝงไว้ด้วยความนุ่มละมุน ชาอู่หลงดังๆของที่นี่มีหลายชนิดนับว่าเป็นแหล่งรวมชาอู่หลงที่เป็นเป็นสวรรค์ของคนรักการดื่มชาจริงๆ

คอลเลคชั่น Osmanthus Tea ของสบายอารมณ์จะพาคุณไปสัมผัสบรรยากาศความสุขแบบ Slow Life บนยอดดอยแม่สลอง ให้คุณค่อยๆ ผ่อนคลายเมื่อได้กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ที่เราเบลนด์อย่างลงตัวกับกลิ่นชาอู่หลง เป็นกลิ่นชาผลไม้ที่สดใสได้กลิ่นเมื่อไหร่ก็ยิ้มได้เมื่อนั้น เพราะความสุขสามารถติดตามเราไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะกี่หมื่นลี้ก็ตาม

Chiang Rai

หอมกรุ่นละมุนกลิ่นชามะลิที่แม่ฮ่องสอน

แรงบันดาลใจจากไร่ชาเขียวขจีที่ซ่อนตัวบนภูเขาสูงในแม่ฮ่องสอน จังหวัดเหนือสุดของไทยที่ได้แบ่งเขตแดนประเทศไทยและสหภาพพม่าและได้ชื่อว่า “เมืองสามหมอก” เนื่องจากเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน จึงถูกปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้งปี ทั้งหมอกน้ำค้างในฤดูหนาวหมอกฝนในฤดูฝน และหมอกควันจากไฟในฤดูร้อน

สบายอารมณ์ถ่ายทอดเรื่องราวความสุขของวัฒนธรรมชนเผ่าผู้ปลูกชาที่มีสีสันที่บ้านแม่ออ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาที่ล้อมรอบไปด้วยทิวเขาและพันธุ์ไม้ต่าง ๆ จึงทาให้หมู่บ้านแห่งนี้มีวิวทิวทัศน์สวยงามและมีอากาศบริสุทธิ์น่าไปสูดให้ชุ่มปอด ประชากรส่วนหนึ่งของแม่ออสืบเชื้อสายมาจากชาวจีนยูนาน ที่อพยพย้ายถิ่นมาจากทางตอนใต้ ของประเทศจีนในสมัยต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในอดีตชาวจีนยูนานเลี้ยงชีพด้วยการปลูกฝิ่นขายในพื้นที่บ้านแม่ออ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า ทรงพระราชทานสัญชาติไทยและจัดหาพื้นที่ทำกินให้ พระองค์ทรงชี้แนะแนวทางการดำรงชีวิตใหม่ โดยสนับสนุนให้ชาวจีนยูนานเหล่านี้หันมาปลูกชาซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมตามชาติพันธุ์แทนการปลูกฝิ่น ปัจจุบันบ้านแม่ออกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกชาเลิศรส เช่น ชาอู่หลง และชาชิง ความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า สะท้อนให้เห็นผ่านพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ซึ่งชาวจีนยูนานบ้านแม่ออพร้อมใจกันติดบนฝาบ้าน เพื่อเทิดทูนพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงพระเมตตา  ทุกวันนี้บ้านแม่ออ ยังได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไทย-จีนยูนาน และความสวยงามของไร่ชาเขียวขจีที่ปลูกเรียงรายบนไหล่เขา บ้านแม่ออจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติเพื่อชาร์จพลังให้ชีวิตอย่างแท้จริง

สบายอารมณ์พาคุณออกจากชีวิตเมืองที่แสนวุ่นวาย ไปสู่บรรยากาศอันแสนสงบและสดชื่นที่บ้านแม่ออ ที่มาของการคัดสรรกลั่นกลิ่นหอมละมุนชวนผ่อนคลายจากชาอู่หลงและดอกมะลิ  ในคอลเลคชั่น Jasmine Infusion เสมือนคุณกำลังนั่งจิบชามะลิยามเช้า รอต้อนรับแสงอาทิตย์อุ่นที่จะสาดส่องลงมาที่ไร่ชาอันเขียวขจี

Mae Hong Son

เสน่ห์ของดอกไม้ชาวสยาม

ตั้งแต่สมัยโบราณ สยามเมืองยิ้มเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีดอกไม้หลากสีและมีกลิ่นหอมให้เห็นอยู่ทั่วไป

จึงเป็นที่นิยมที่สตรีชาวสยามใช้ความหอมหวานของดอกไม้ไทยเหล่านั้น มารังสรรค์สูตรน้ำหอมนานาชนิดเป็นของตัวเอง ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กวีได้พรรณนา ถึงหญิงคนรักของเขาอย่างสุดซึ้งด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ อย่างไรก็ตามความสำคัญของสูตรน้ำหอมไทยได้ลดน้อยลงตั้งแต่การมาเยือนของน้ำหอมแบบตะวันตก และได้หายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว    

เราอยากรู้ว่าคนไทยยังต้อนรับดอกไม้ท้องถิ่นของพวกเขาหรือไม่ เพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของเรา เราได้เดินทางไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งน่าแปลกที่ว่าเราพบว่ายิ่งเราเดินมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งพบดอกไม้ท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้นซึ่งปลูกไว้ริมรั้วของบ้านและอาคารต่างๆ ดอกไม้บางชนิดก็ขึ้นเองตามธรรมชาติ เราได้ขออนุญาตนำดอกไม้บางส่วนกลับมาที่ออฟฟิศทำงาน SabaiArom

ผลของการทดลองในวันนั้นส่งมาถึงสูตรการเบลนด์กลิ่นในคอลเล็คชั่น Siamese Blossoms ซึ่งเป็นการผสมผสานของดอกไม้ไทยอย่าง กระดังงา จำปา พิกุล บุญนาค บัวหลวง และมะลิลา

การเดินทางตามหาดอกไม้ไทยของเราทำให้เรารู้ว่า “ความสุข” นั้นอยู่ไม่ไกลเลย แต่เราแค่ต้องมองหามันเท่านั้นแล้วเราก็จะเห็นมันอยู่ข้างหน้าเราเอง แล้วคุณล่ะได้เริ่มมองหาความสุขที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วหรือยัง

กรุงเทพ

The Iconic Phuket Pineapple

The iconic ‘Phuket Pineapple’ was registered on the list of ‘Geographical Identity’ or ‘GI’ products by the Department of Intellectual Property, won by its uniqueness, particular cultivation area and expertise of the farmers—adding another wonderful thing to this famous island and bringing pride to the locals.

Patience is certainly required for Phuket pineapple cultivation as it takes up to 1.5-2 years to harvest, while one bush gives only one fruit. Phuket pineapple gained the popularity for its extra-size fruit, crisp, sweet taste, smooth yellow flesh and small core that makes it possible to eat almost through to the center. It also provides Fruit Enzyme (Bromelain), AHA, and high content of vitamin A and C that gently that replenish and brighten skin.

We had a lovely talk with Khun Wichai or Go Chai, a Phuket pineapple farmer.  We visited two of his chemical-free pineapple farms.  There, we tasted a very toothsome Phuket pineapple at source.  With his 22 year of wisdom and planting experiences, Go Chai told us that his ancestors had made a living by planting Phuket pineapple, and inherited the planting knowledge from generation to generation.  He cares for the customer’s well being just like he cares for his own; so, his pineapple is grown chemical-free.  Go Chai loves his farming life so he attends to it with passion and never wants to do something else.

Phuket
Product added successful