เคล็ดลับ ความงาม บำรุงผิว เกร็ดสุขภาพ ดูแลสุขภาพผิว ร่างกายด้วย สมุนไพร และ ใช้ชีวิตแนวทางธรรมชาติ กับ สบายอารมณ์

  










ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้เป็นสมาชิก?
สมัครสมาชิก




 

เกร็ดสุขภาพ เคล็ดลับความงาม
เคล็ดลับบำรุงผิว ดูแลสุขภาพผิว
สปาสมุนไพร ขัดผิว สูตรผิว
ครีมบำรุงสมุนไพร
โลชั่น ครีมผิว


 

 

 

 
Home arrow Blog
ท่องแหล่งสมุนไพรออร์แกนิก
Sabai-arom Blog 24 Nov 2009
organic_farm

ท่องแหล่งสมุนไพรออร์แกนิก จ.ระยอง

แหล่งสมุนไพรดีๆ ในบ้านเรามีมากมาย แต่แหล่งสมุนไพรไทยที่เน้นการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แบบกังวลครบวงจรนั้นอาจไม่มากมายนัก  งานนี้หากสบายอารมณ์ได้พบเจอแล้ว เราย่อมไม่พลาดที่จะแวะเยี่ยมเยียนเพื่อศึกษาและเสาะหาแหล่งสมุนไพรดีๆ ในการผลิตเป็นแน่










 


จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ว่าที่ 'บ้านสมุนไพรไท' ในอำเภอวังจันทร์ จ.ระยอง มีแหล่งสมุนไพรที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง กับแนวทางการเพาะปลูกที่เน้นเกษตรอินทรีย์ หรือการเพาะปลูกแบบพึ่งพา โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ แต่ให้ธรรมชาตเกิ้อกูลกันนั้น ทีมงานสบายอารมณ์ไม่ขอพลาดทีเดียว ที่จะขออนุญาตแวะเยี่ยมชม อย่างน้อยๆ ก็เป็นการศึกษาและเรียนรู้แนวทางที่เราเชื่อมั่น และยังเป็นเรื่องดีที่เราจะได้สนับสนุนคนไทยด้วยกัน กับการเป็นแหล่งสารสกัดที่มีคุณภาพ ในการผลิตต่อไป

เจ้าของความคิดที่น่าชื่นชมนี้คือคุณหมอกุ หรืออาจารย์ดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธ์ ท่านเล่าว่าก่อนนั้นมีพื้นเพเป็นคนจีนที่มาตั้งรกรากที่ จ.ระยอง แรกๆ ก็ทำการเกษตรทั่วไปที่ยังใช้สารเคมี แต่เมื่อพบว่าการพึ่งพาระบบนายทุนที่ทำให้เกิดหนี้ได้นั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย แต่การใช้ชีวิตที่พอเพียงตามแนวพระราชดำริต่างหาก คือความเพียงพอและเป็นความยั่งยืนของชีวิต

ฟังแล้วน่าประทับใจจริงๆ ที่จากนั้นคุณหมอกุเริ่มหันมาเพาะปลูกในแนวทางใหม่ ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตไปเลยทีเดียว และยังศึกษาเพิ่มเติมเรื่องสมุนไพร และการทำปุ๋ยชีวภาพจนโด่งดัง จนต่อมายังได้เรียนรู้เรื่องแพทย์แผนไทยเพิ่มเติม (ผสานกับแพทย์แผนจีนที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ) ทำให้คุณหมอกุ เริ่มเป็นที่รู้ัจักด้านวิทยากรแพทย์พื้นบ้าน เก็บยาไป รักษาไป และศึกษาเรื่องสมุนไพรไป จนวันนี้ บ้านสมุนไพรไท บนพื้นที่กว่าร้อยไร่ จึงมีทั้งสวนผลไม้ แปลงนาปลูกข้าว แปลงผัก และมีสมุนไพรปลูกแซมทั่วไป ชนิดที่ว่า ใครเจ็บป่วยอะไรก็สามารถนำมารักษากันได้เลย

จะว่าไปว่าเราคนไทยโชคดีเป็นที่สุด ที่มีพืชพันธุ์ทีมีประโยชน์แทบทุกอย่าง บ้างเป็นยา บ้างเป็นอาหาร หรือบ้างมีกลิ่นหอมนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยดูแลอารมณ์ได้ แค่เรารู้จักใช้ธรรมชาติรอบตัวมาดูแลตัวเราเอง ที่เชื่อได้ว่ามีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรกับร่างกายของเรา และที่สำคัญ ยังเป็นสิ่งที่เติบโตมาจากผืนดินของเรา ที่ว่ากันว่า ดีที่สุดสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ และยังเป็นการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเองอีกด้วย

ชาวทีมงานสบายอารมณ์ในวันนั้น รู้สึกดีและประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ที่คุณหมอที่น่ารักท่านนี้ มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นในการยืดหยัดแนวทางความสุขพอเพียง ที่สำคัญ ท่านยังไม่ยอมหยุดภาระหน้าที่นี้ (แถมยังส่งต่อให้ลูกหลานสืบสานต่อด้วย) จนกว่าจะหมดแรงทำไปเสียก่อน 

ได้แต่หวังว่าเราคนไทยจะหันมาดูแลกันเอง และสนับสนุนสิ่งดีงามของไทยไปกันนานๆ ค่ะ



 


 
Eco Idea เก็บตกจากปีนัง
Sabai-arom Blog  18  Jun 2009
eco idea
 

Eco Idea เก็บตกจากปีนัง

ขอแถมไอเดียเพิ่มเติมอีกนิด กับเรื่องน่าสนใจจากวันที่ได้เดินทางไปปีนังครั้งนั้นสักหน่อยค่ะี กับเรื่องดีๆ เกี่ยวกับการรักาาสิ่งแวดล้อมของเราแบบง่ายๆ แต่ได้มากมายจริงๆ


eco_reject eco_reject

  eco_reject


 
 


...กัับวันนั้นที่บังเอิญเราได้เดินเข้าไปในห้าง Jusco ที่ Queensbay Mall แล้วแอบไปเห็นว่า ที่นี่เขามีกล่องพลาสติกให้เรานำถ่านแบตเตอรี่ที่ใช้หมดแล้วไปทิ้งด้วย  เพื่อที่ว่าเขาจะรวบรวมเอาไปกำจัดในที่ที่เหมาะสมต่อไป

เรามองว่าไอเดียนี้เรียบง่าย แต่มีประโยชน์ดีมากๆ เพราะสำหรับเราในฐานะผู้บริโภคแล้ว ก็รู้สึกมีปัญหากับการทิ้งขยะจำพวกพวกแบตเตอรี หลอดตะเกียบ และอะไรต่อมิอะไรจำพวกนี้อยู่เสมอ เห็นแล้วอยากให้ร้าน Boots บ้านเราเอาไอเดียแบบนี้มาใช้บ้างจัง หรือถ้ามีที่ไหนในเมืองไทยที่ทำอยู่แล้ว ก็ช่วยบอกต่อเราด้วยนะคะ จะได้แวะไปร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้บ้าง

ปล. แอบไปเห็นว่าที่ Central World บ้านเราก็มีกล่องให้ทิ้งแบตเตอรี่มือถือเหมือนกัน ใครสนใจก็แวะไปได้ที่เคาน์เตอร์ เซอร์วิสนะคะ



 


 
นั่งวิปัสสนาที่ธรรมกาญจนา กาญจนบุรี
Sabai-arom Blog 25  Mar 2009
vipassana
 

นั่งวิปัสสนา ที่ธรรมกาญจนา กาญจนบุรี

ดูจากรูปแล้ว เชื่อว่าชาวสบายอารมณ์คงเผลอคิดไปว่าเราแอบไปเที่ยวรีสอร์ทที่ไหน จริงๆ แล้วไม่ได้ไปหย่อนใจหรอกค่ะ แต่ว่าไปชำระจิต จะพูดให้ทันสมัยก็อาจจะเรียกว่าไปทำ ดีท็อกซ์จิตก็ได้กับสถานวิปัสสนา 'ธรรมกาญจนา' อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี


meditation01
  meditation02
  meditation04

meditation05
  meditation06
  meditation07


ส่วนตัวแล้ว คิดว่าการไปทำดีท็อกซ์จิตมีความสำคัญมาก เพราะจิตใจของเราผ่านความสกปรกมาอย่างโชกโชน เหมือนที่เราอาบน้ำทุกวันเพื่อให้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ หรือการที่เราทำdetoxลำไส้ เพื่อล้างคราบไขมันที่สะสมข้างผนังลำไส้เพื่อไม่ให้มีของเสียไหลเวียนในร่างกาย จิตใจของเราเนี่ยผ่านศึกหนักยิ่งกว่าผิวหนังหรือผนังลำไส้ซะอีกนะคะ เพราะจิตของเราขยันทำงานอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวอยากมี อยากได้ อยากเป็น หรือไม่ก็วิตกกังวลจนเก็บไปฝัน เห็นมั๊ยว่าขนาดหลับไปแล้ว จิตใต้สำนึกของเรายังสะสมกิเลสอยู่เลย แล้วลองคิดดูว่าถ้าเราไม่ทำความสะอาดจิตใจเราซะบ้าง มันจะมีคราบกิเลสเกาะหนาขนาดไหน

ผลของการที่เราสั่งสมกิเลสเอาไว้มากๆ ก็ไม่ต่างไปจากการที่เราสูดเอามลพิษเข้าไปไว้ในร่างกาย ก็คือทำให้ปวดหัว เป็นทุกข์ ขาดความสุข สับสนในชีวิต บางคนมีสตางค์แต่ไม่มีสติ ใช้ชีวิตแบบประมาท ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เก็บความทุกข์ไว้กับตัวเอง แต่กลับพ่นมลพิษความทุกข์ ความกดดันไปให้คนรอบข้าง ทำให้เชื้อแห่งความทุกข์แพร่ไปทั่ว ใครอยู่ใกล้ก็พลอยรับเชื้อเครียด เชื้อโลภไปด้วย ลองคิดดูว่าเราเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาแบบนี้รึเปล่า ถ้าคิดว่าไม่ ก็นับว่าโชคดีระดับนึงค่ะ แต่ยังไงส่วนตัวแล้วคิดว่าการไปล้างจิตก็เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอยู่ดี

ขอเล่าประสพการณ์ของตัวเองว่าก่อนที่เราจะไปนั่งวิปัสสนาครั้งแรกเมื่อ7ปีก่อน ก็คิดว่าตัวเองก็มีความสุขในชีวิตดีพอสมควร หน้าที่การงานก็ประสพความสำเร็จ ชีวิตโดยรวมไม่มีปัญหาอะไร (คือตอนนั้นไม่รู้ตัวว่ามีปํญหา) แต่โชคดีที่มีโอกาสรู้จักพี่เหมียว วรัตตดาที่แนะนำให้เราลองไปนั่งวิปัสสนา และโชคดีที่เราเองมาจากครอบครัวที่สนับสนุนเรื่องทางนี้ และเจ้านายในตอนนั้นก็ใจดีที่อนุญาตให้เราลา12 วันได้ (เจ้านายคงรู้ดีว่าไม่มีโปรแกรม training คอร์สไหนที่จะพัฒนาเราได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว) ก็เลยไปลองดู ระหว่างที่ไปก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ท้าทายจิตใจมากๆ แต่พออยู่จนจบ10วัน ก็ต้องบอกว่าเป็น 10 วันที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต กลับมาบ้าน แม่บอกว่าเหมือนได้ลูกสาวคนใหม่ ไม่ขี้โมโห ไม่เอาแต่ใจ และยิ่งพอไปทุกปี ก็ยิ่งพบกับความสุขที่แท้จริงว่าความสุขก็คือไม่ทุกข์น่ะเอง ทุกวันนี้จะรู้สึกอยู่เสมอว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้รู้จักธรรมะของพระพุทธเจ้า ชีวิตสุขสงบราบรื่น เจอแต่คนดีๆในชีวิต เจอปัญหาบ้างก็ไม่ค่อยรู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหา เพราะในที่สุด ปัญหาอะไรๆ ก็มักจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีเสมอ เหมือนมีธรรมะคอยจัดสรรให้

อยากให้ทุกคนได้ไปทดลองดูบ้าง จะได้ชิมรสชาติของความสุขที่เราได้พบ และความสงบที่อยู่ไม่ไกลแค่ในจิตใจเรานี่เอง  ขอฝากถึงคนที่หวังอยากจะให้สังคมของเราดีขึ้นว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองค่ะ ถ้าเราแต่ละคนซึ่งเป็นส่วนประกอบเล็กๆของสังคมมีจิตใจที่สะอาด มีแต่ความปรารถนาดีต่อกัน รับรองว่าสังคมส่วนรวมต้องดีขึ้นแน่ๆ

ส่วนคนที่ชอบติดตามกระแส ก็ขอบอกว่าตอนนี้ธรรมะกำลังอินเทรนด์มากๆ ฝรั่งต่างชาติ ต่างศาสนาก็กำลังสนใจธรรมะของพระพุทธเจ้า และการนั่งปฏิบัติธรรม สำรวจจิตใจกันยกใหญ่ อย่างศูนย์วิปัสสนาที่เราไปก็มีสาขาอยู่ถึง 140 แห่งทั่วโลก เรียกว่าแทบจะทุกประเทศเลยเชียว และก็มีการเปิดสาขาใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ลองไปนั่งวิปัสสนาดูซักครั้ง รับรองว่าไม่เชยแน่ๆ ออกจะเดิ้นด้วยซ้ำไป ใครไปมาแล้วติดใจก็อย่าลืมมาเล่าให้เพื่อนๆฟังบ้างนะคะ

สำหรับคนที่สนใจอยากจะอ่านรายละเอียด เกี่ยวกับการนั่งวิปัสสนาของมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนาฯ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.thai.dhamma.org หรืออ่านภาษาอังกฤษได้ที่ www.dhamma.org



 


 
กิน เดิน เที่ยว ที่เมือง George Town ปีนัง
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
penang
 

กิน เดิน เที่ยว ที่เมือง George Town; ปีนัง

หลังจากที่ไปเที่ยวไหนต่อไหนมาก็ไม่น้อย เพื่อนแสนดีที่เพิ่งรู้จัก ก็มาเล่าให้ฟังว่าเขาชอบเมืองปีนังมากจนไปนับครั้งไม่ถ้วน ว่าแล้วเราเลยรู้สึกถึงความใกล้เกลือกินด่างจนเกิดอาการต้องท้าพิสูจน์ขึ้น มาทันที ความที่ตั๋วเครื่องบินไป-กลับแค่หกพันกว่าบาทเท่านั้นเอง

temple_penang
  penang_city
  chinese_temple

penang_colonial
 
  penang_sea


เมือง Georgetown เป็นย่านเมืองเก่าบนเกาะปีนัง ที่องค์กร Unesco ยกให้เป็นเมืองอนุรักษ์ของโลก เพราะนอกจากจะรักษาความเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์จากการผสมผสานที่ลงตัวของวัฒนธรรมจีน อินเดีย มาเลย์ และอังกฤษ ซึ่งครอบครองที่นี่มาค่อนข้างยาวนาน ที่จริงแล้วมาเลเซียเพิ่งประกาศเอกราชเมื่อ 52 ปีที่แล้วนี่เอง หลังจากที่ก่อนนั้นไทยเราได้ยกปีนัง (สมัยก่อนเรียกว่าเกาะหมาก) ให้เป็นของมาเลเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

เท่าที่สังเกต เรารู้สึกว่าคนปีนังมีวิถีชีวิตที่สงบ กลมกลืนมาก เดินไปทางไหนก็มีแต่คนใจดี ยิ้มและให้ความช่วยเหลือตลอด คนจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่นับถือศาสนาพุทธ แล้วก็มีคนมาเลย์ที่นับถือมุสลิม และคนอินเดียที่นับถือฮินดู นับเป็นความหลากหลายในสังคมเล็กๆ ที่นั่นจริงๆ ตึกรามบ้านช่องที่นี่ก็สวยงามมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์โคโลเนียล แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ มีวัดจีน(ที่บางแห่งดูเหมือนผสมสไตล์ฮินดู) โบสถ์ฝรั่ง มัสยิด วัดไทย วัดพม่า

สำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติขอบอกว่าที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ให้ความร่มรื่น (อากาศดี จนมีอีกามาอาศัยเต็มไปหมด) มีภูเขา แล้วก็มีทะเล (ที่เราว่าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่) อ้อ! ได้ไปดูหมู่บ้านชาวประมงของที่นี่ด้วย ค่อนข้างรู้สึกแปลกตรง ที่ชาวประมงเป็นคนจีนอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่กลางศตวรรษที่19 และมาตั้งรกรากที่นี่ ทั้งหมดมี 8 ตระกูล (แซ่) ด้วยกัน แต่ละแซ่ก็จะมีศาลเจ้าประจำตระกูลของตัวเองอยู่ในหมู่บ้านด้วย เรื่องน่าเศร้าที่ได้ยินมาก็คือ ปลาที่ชาวประมงที่นี่จับได้จะถูกส่งไปขายที่อเมริกาหมด เพราะเป็นปลาตัวใหญ่ คุณภาพดี แต่คนในพื้นที่เขากลับต้องซื้อปลาแช่แข็งที่จับมาจากเมืองไทยมาทาน ฟังดูแล้วเรารู้สึกแปลกๆ เพราะถ้าเป็นเราคงเก็บไว้ทานเองสักวันละตัวสองตัว เหลือจากทานถึงจะขาย แบบนี้ถึงจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง

พูดถีงเรื่องอาหาร อยากบอกว่าอาหารท้องถิ่นที่นี่อร่อยดีค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เราชี้นิ้วสั่งแล้วนั่งลุ้นว่ารสชาติมันจะเป็นยังไง เลยทำให้รู้สึกสนุกเป็นพิเศษ ถ้าอยากทดลองอาหารหลากหลายน่าจะไปแถวถนนริมหาดที่ชื่อ Gurney Drive มีทั้งร้านภัตตาคารไปจนถึงตลาดโต้รุ่ง เดินเล่นแถวนั้นตอนเย็นๆ ก็รู้สึกสบายอารมณ์ดี

เมืองปีนัง เป็นเกาะเล็กๆ เที่ยวสบายๆ ไปแค่ 4 วันก็น่าจะพอแล้ว ถ้าเดินเก่งๆ หน่อยก็อาจจะทำเวลาได้เร็วกว่านั้น สำหรับคนขี้เกียจเดินก็อาจอุดหนุนรถสามล้อถีบที่จะเป็นไกด์ไปในตัวด้วย

จริงๆ แล้วมีเรื่องให้เล่าอีกเยอะ แต่เราเก็บไว้ให้คนที่นู่นเล่าน่าจะดีกว่า สำหรับทริปหน้าของเราคงจะเป็นแถวๆเมืองไทยเรานี่แหละ...ก็อยากจะเที่ยวเมืองไทยให้ครึกครื้นเหมือนกัน เศรษฐกิจไทยจะได้คึกคักค่ะ



 


 
สบายอารมณ์ยุคแรกๆ
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
old_package
 

สบายอารมณ์ยุคแรกๆ

คงมีคนไม่กี่คน ที่เคยเห็นสบายอารมณ์ยุคแรกๆ สมัยที่ฉลากยังเป็นกระดาษ และพอใช้ไปไม่นานก็มีคอมเมนท์มากมายให้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้พิมพ์จากกระดาษ เป็นฉลากที่สามารถดูดีได้ตลอดการใช้งาน


old_packaging2
  sabai-arom_past
  kiosk








นอกจากนี้ เรายังเปลี่ยนจากขวดพลาสติก PVC เป็น PET ที่สามารถรีไซเคิลได้ เปลี่ยนจากฝาพลาสติกเป็นฝาอลูมิเนียมที่ดูดีขึ้น ว่าไปแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ เรามีพัฒนาการต่างๆ มากมาย และยังคงต้องเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ

ในยุคแรกๆ ของสบายอารมณ์ เรายังไม่ทราบแน่ว่าคอลเลคชั่นไหน กลิ่นไหน จะถูกใจลูกค้า เราเลยออกผลิตภัณฑ์สารพัดกลิ่นเยอะแยะไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เราก็ต้องเลิกขายไปในที่สุด (ถ้าดูจากรูปจะเห็นว่าจาก 4กลิ่นในภาพ ปัจจุบันเราเก็บไว้แค่คอลเลคชั่นมะลิเท่านั้นเอง) หลังจากที่เราลองผิดลองถูกมามาก มาวันนี้เราเลยได้ข้อสรุปว่า ความเป็น ่สบายอารมณ์ ่ที่โดนใจลูกค้า ก็คือผลิตภัณฑ์ของเราต้องให้ความสุข ความสบายใจ ถ้าใช้แล้วไม่ให้ความสบายใจก็จะไม่ใช่สบายอารมณ์ 

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่เรายึดมั่นเสมอมาตั้งแต่ยุคแรกๆ นั่นก็คือการเลือกใช้สมุนไพรไทยเป็นส่วนผสมหลัก นั่นก็เพราะความภูมิใจในภูมิปัญญาสมุนไพรไทยนี่เอง ที่เป็นจุดกำเนิดของเรา เพราะฉะนั้นคงไม่มีทางแน่ค่ะที่จะได้เห็นสบายอารมณ์ออกคอลเลคชั่นโรสแมรี่ หรือลาเวนเดอร์ แต่ถ้าแฟนๆ มีไอเดียที่อยากให้เราทำล่ะก็ สามารถส่งคำแนะนำมาได้เลยค่ะ อืม...อย่าลืมว่าต้องเป็นพืช ผัก ผลไม้ของไทยเรานะคะ ถ้าเราสามารถทำให้ไอเดียของคุณเป็นจริงได้ โดยที่ยังคงความเป็น ่สบายอารมณ์ ่อยู่ เราจะยินดีมากๆค่ะ






 


 
สื่อมวลชนใจดี
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
press_magazine
 

สื่อมวลชนใจดี

ต้องถือว่าที่สบายอารมณ์เติบโตจนมาถึงทุกวันนี้ได้ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่เราชาวสบายอารมณ์ต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูงก็คือทีมงานของนิตยสารผู้หญิง ชั้นนำหลายเล่ม ที่ช่วยเหลืออย่างมากในการประชาสัมพันธ์และสนับสนุนให้สบายอารมณ์เป็นที่รู้จัก


magazine_sabai-arom
  sabai-arom_magazine
  sabai-arom_magazine

sabai-arom_magazine
  sabai-arom_magazine
  sabai-arom_on_magazine


เรายังจำได้ดีว่า 5 ปีก่อน เราได้เดินเข้าไปที่กองบรรณาธิการ นิตยสารในเครือบางกอกโพสต์ตามคำแนะนำจากเพื่อนรักของเราเพื่อแนะนำแบรนด์น้องใหม่  ่สบายอารมณ์ ่ โดยที่ยังไม่มีใครรู้จักเลย จำได้ว่าพี่อัจที่กองแอลช่วยเกณฑ์ทีมงานของแอล มารี แคลร์ คลีโอ และแอล เดคคอร์ ให้มาช่วยฟังเรื่องราวและความตั้งใจของเรา โชคดีจริงๆ ที่ทีมงานทุกคนของที่นี่ใจดีทีเดียว พอฟังเราเล่าแล้ว จะเป็นเพราะความเห็นใจ หรือเพราะติดใจสบายอารมณ์ก็ไม่รู้ แต่เราก็ได้เห็นสินค้าของเราในนิตยสารเหล่านี้หลังจากนั้นไม่นาน (อย่างที่เห็นในภาพนี้ล่ะค่ะ)

จนถึงวันนี้ เราก็ยังประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นค่ะ แต่ยังตามมาด้วยการตอบรับที่น่าปลื้มใจจากนิตยสารชั้นนำอีกหลายๆ เล่ม ที่ใจดีให้สบายอารมณ์ได้เป็นส่วนหนึ่งของหน้าความงาม  และเป็นผลิตภัณฑ์ที่บิวตี้ เอดิเตอร์แนะนำกับผู้อ่าน จะว่าไปแล้วก็เหมือนเป็นความฝันทีเดียว ก็อยากขอให้คนไทยเราช่วยแบรนด์ไทยเล็กๆ อย่างสบายอารมณ์ต่อไปด้วยเช่นกันค่ะ



 


 
ออกงานแสดงสินค้าครั้งแรก
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
booth_sabai
 

ออกงานแสดงสินค้าครั้งแรก

ยังจำความตื่นเต้นของการออกงานแสดงสินค้าครั้งแรกได้ดีเลยค่ะ เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานนี้เอง ทั้งๆ ที่ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้ว

booth
  booth
  booth_sabai-arom








...ยังจำได้ว่าเป็นงาน BIG จัดที่เมืองทองธานี ก่อนวันงานเราต้องเข้าไปจัดบูธล่วงหน้า 1 วัน ความที่ไม่เคยออกงานแสดงสินค้า ทุกอย่างก็เลยดูเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด  ไหนจะเรื่องเตรียมสินค้า เรื่องการจัดดิสเพลย์ให้ดูน่าสนใจ การเล่าเรื่องราวคอนเซ็ปของแบรนด์ การเตรียมการตอบคำถามลูกค้าซึ่งเราคาดการณ์ล่วงหน้าว่าลูกค้าจะถามอะไรบ้าง รวมทั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเรื่องจุกจิกไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางแผนขน เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

มองย้อนกลับไปแล้ว เรารู้สึกอยากสนุก ตื่นเต้น มีพลังแบบนั้นอีก เพราะพอออกงานหลายๆ ครั้งเข้า ก็ชักจะไม่หนุกหนานเท่าเดิมแล้ว ก็อยากเป็นกำลังใจให้มือใหม่ที่เพิ่งจะเข้าวงการส่งออกเหมือนเราเมื่อ5ปีก่อนละกันนะคะ ว่าให้สู้ๆ ทำการบ้านเยอะๆ พยายามหาข้อมูลให้มากที่สุดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการขาย การตลาด การผลิต การเงิน กฎหมายข้อบังคับของประเทศต่างๆ พฤติกรรมผู้บริโภค และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัญหาอย่างหนึ่งของมือใหม่ก็คือ มักจะสนใจแต่เรื่องสินค้าของตัวเอง แต่ลืมไปว่าต้องรู้ข้อมูลอื่นๆ ที่มีผลต่อความสำเร็จด้วย สบายอารมณ์เองในตอนแรกก็มีปํญหาจากความมือใหม่อยู่เหมือนกัน ยังกระทั่งเคยคิดเลยว่า ถ้าเรารู้เท่าวันนี้ตั้งแต่ทีแรก ก็คงไม่กล้าตัดสินใจโดดเข้าวงการแน่ๆ เพราะฉะนั้น จะว่าไปแล้วความอินโนเซ้นท์นี่ก็มีส่วนดีเหมือนกัน ที่ช่วยให้เราไม่ใจฝ่อตั้งแต่แรก ไม่อย่างงั้นก็คงไม่มีสบายอารมณ์ให้หลายคนติดใจในวันนี้แน่เลยค่ะ 




 


 
เรียนทำน้ำอบไทย
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
ืnam_ob_thai
 

เรียนทำน้ำอบไทย

เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนสงกรานต์ โชคดีที่เพื่อนคุณแม่มาชวนให้ไปเรียนทำน้ำอบไทยที่บ้านท่าน บังเอิญว่าเรามีความอยากรู้อยากเห็นมานานแล้วด้วยว่า น้ำอบไทยเขาทำกันยังไงนะ ก็เลยรีบตกปากรับคำทันที

nam_ob
  nam_ob2
  nam_ob3








แต่ก่อนที่เราจะมาบอกเล่าให้ฟังเรื่องการทำน้ำอบไทย ต้องบอกก่อนนะคะว่า การทำน้ำอบไทยหนึ่งหม้อ เราต้องใช้เวลาทั้งวันเลยทีเดียว เลยทึ่งมากว่าวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อนช่างมีความละเมียดละไมพิถีพิถันดีจริงๆ

เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์ที่จะต้องมีเคล็ดลับสักหน่อย ว่าหม้อที่ใช้จะต้องเป็นหม้อเคลือบทนความร้อนสูง หรือการใช้ทวนและตะคันในการอบและร่ำ ก็จะต้องเป็นภาชนะดินเผา สำหรับวัตถุดิบก็จะมีรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใบเตยหอม ชะลูด แก่นจันทน์เทศสับและป่นหยาบ ขี้ผึ้ง น้ำตาลทรายแดง (น้ำตาลจะช่วยให้กลิ่นหอมหวานกลมกล่อม) กำยาน ผิวมะกรูด พินเสน ชะมดเช็ด (ฟังดูเหม็นๆแบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อผ่านกรรมวิธีกำจัดกลิ่นแล้ว จะช่วยให้กลิ่นของส่วนผสมเข้ากันได้ดีและติดทนนาน) หญ้าฝรั่น แป้งหินที่ร่ำแล้ว หัวน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ไทย และน้ำสะอาด

ขอแนะนำเผื่อเป็นไอเดียก็แล้วกันนะคะว่า วิธีการทำน้ำอบไทยนั้นไม่ยากไม่ง่าย ทำตามสูตรดังนี้คือ
1. ต้มน้ำ แล้วใส่ใบเตยชะลูดและแก่นจันทน์เทศสับประมาณ 30 นาที จากนั้นกรองเอาแต่น้ำเก็บไว้และทิ้งไว้ให้เย็น
2. นำแก่นจันทน์เทศป่นหยาบ ขี้ผึ้ง น้ำตาลทรายแดง กำยานบด และผิวมะกรูดบด มาผสมให้เข้ากันเพื่อเป็นเครื่องร่ำ
3. นำน้ำต้มในข้อ1 มาร่ำโดยการเผาตะคันกระเบื้องดินให้ร้อน แล้วใส่เครื่องร่ำข้อ 2 ตามลงไปให้เกิดควัน จากนั้นปิดฝาครอบควันไว้ภายใน เมื่อควันหมด ก็ให้ทำซ้ำอีกอย่างน้อยประมาณ 7 ครั้ง
4. นำน้ำข้อ 3 ที่ร่ำแล้วมาปรุง โดยนำพิมเสน หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ดที่กำจัดกลิ่นเหม็นแล้วบดให้เข้ากัน แล้วเติมแป้งหินทีละน้อย เติมหัวน้ำหอมผสมจนเข้ากันดี แล้วค่อยๆ เติมน้ำแป้งร่ำ กวนจนกระทั่งไม่มีฝ้าน้ำมันและให้กลิ่นหอมมากๆ จึงนำไปละลายกับน้ำในข้อ 3 ทั้งหมด
5. จากนั้นโกรกน้ำให้ผสมกับน้ำแป้งให้ทั่ว ทำซ้ำๆ 2 - 3 ครั้งจนได้ความหอมในระดับที่เราถูกใจ แล้วนำน้ำไปอบควันเทียนอีกประมาณ 5 ครั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ต้องขอบอกว่าจริงๆ แล้วแต่ละขั้นตอนจะมีเทคนิคต่างๆ มากมาย ซึ่งบรรยายได้ยาก และสัดส่วนของการทำแต่ละครั้งก็จะไม่มีสูตรตายตัวค่ะ เพราะวัตถุดิบตามธรรมชาติจะไม่มีกลิ่นมาตรฐานที่แน่นอน

เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจอยากเรียนรู้ในรายละเอียด สามารถติดต่อกับท่านอาจารย์พาณี หรืออาจารย์เจิดศรีได้ที่ โทร. 0-2510-9026 ค่ะ เรามาช่วยกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาของเราอย่าให้สูญหายกันก็ดีไม่น้อย ส่วนใครที่ไม่มีเวลาเรียนแต่สนใจอยากใช้น้ำอบไทย ก็สามารถติดต่อขอซื้อได้ที่ คุณประกายศรี ชมรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงานบริษัท ปตท. สผ. และบริษัทในกลุ่ม โทร. 0-2917-8517 นับเป็นการช่วยอุดหนุนของดี คนไทยทำค่ะ



 


 
โฆษณาทางนิตยสาร
Sabai-arom Blog 18 Mar 2009
ad_sabai
  โฆษณาทางนิตยสาร

กว่าสบายอารมณ์จะตัดสินใจทำ Ad. โฆษณาทางนิตยสารก็ใช้เวลาพักใหญ่มากๆ จากที่เราวางขายในเมืองไทยหลายปี ที่ต้องรอนาน ไม่ใช่เพราะรองบประมาณเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นเรื่องของแบรนด์อิมเมจด้วย 


ad_artwork
  ad_sabai_arom
  ad_sabai_arom








ซึ่งทีมงานเราอยากจะมั่นใจว่า Ad. ที่เรานำเสนอ จะสื่อภาพลักษณ์ที่เราคิดว่าเป็นบุคลิกของสบายอารมณ์อย่างที่เราอยากให้เป็น และเป้นในมุมที่ลูกค้ามองว่าเป็นเราเช่นนั้นจริงๆ

หนึ่งในความท้าทายของทีมงานก็คือ เราจะต้องนำเสนอความเป็นไทยในแบบที่น่าใช้ได้ทั้งตลาดส่งออกและในเมืองไทย ปํญหาก็คือจุดขายที่ต่างชาติจะสนใจคือความ Exotic นั้น ยากที่จะโดนใจลูกค้าคนไทยเสียด้วย แม้กระทั่งนางแบบที่ฝรั่งชอบ ก็มีแนวโน้มที่จะต่างจากนางแบบที่คนไทยจะชอบ กว่าเราจะได้นางแบบที่เราคิดว่าลงตัวสำหรับทั้ง 2 ตลาดก็ต้องเลือกกันน่าดูค่ะ สุดท้ายก็พบสาวน้อยคนนี้ (ขอสงวนชื่อไว้เป็นความลับ) ที่เราคิดว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นนางแบบจริงๆ คือนางแบบคนสวยของเราสามารถจับเปลี่ยนลุคได้หลากหลายมากๆ ขนาดแต่งหน้าครั้งเดียวแต่พอเปลี่ยนโพสต์ ก็ดูเกือบเหมือนคนละคนกันเลย

ส่วนคอนเซ็ปต์ของโฆษณานั้น ทีมงานก็ต้องคิดอย่างหนักว่าจะสื่อสารคอนเซ็ปของแบรนด์ยังไงให้เข้าใจง่าย มีเอกลักษณ์ความเป็นสบายอารมณ์ และเน้นสื่อสารเรื่องราวของการใช้วัตถุดิบธรรมชาติของไทยใกล้ตัว ดูแล้วสบายใจไม่คิดมาก เหมาะกับสินค้าเพื่อความงาม ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง คนไทย หรือชาติไหนๆ พอเห็นแล้วก็จะเข้าใจเหมือนๆ กัน พอเอาปัจจัยทุกอย่างมารวมกัน ความฝันที่จะทำ Ad. ให้เลิศเป็นเอกลักษณ์ก็มาจบลงแบบเข้าใจง่ายๆ อย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ อุตส่าห์ยกกองถ่ายไปถึงบนดอย ขึ้นเขาลงห้วย สุดท้ายก็จบลงที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นี่เองจ้า

ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยก็อาจจะได้เห็น Ad. ของสบายอารมณ์กันอีก แล้ววันนั้นเราจะมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ



 


 

 

Texte Size
A+ | A- | Reset
Highlight


 
Connect-Work