|
ท่องแหล่งสมุนไพรออร์แกนิก |
| Sabai-arom Blog |
24 Nov 2009 | |
 |

|
|
ท่องแหล่งสมุนไพรออร์แกนิก จ.ระยอง แหล่งสมุนไพรดีๆ ในบ้านเรามีมากมาย แต่แหล่งสมุนไพรไทยที่เน้นการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์แบบกังวลครบวงจรนั้นอาจไม่มากมายนัก งานนี้หากสบายอารมณ์ได้พบเจอแล้ว เราย่อมไม่พลาดที่จะแวะเยี่ยมเยียนเพื่อศึกษาและเสาะหาแหล่งสมุนไพรดีๆ ในการผลิตเป็นแน่ | |
|
จากคำบอกเล่าปากต่อปาก ว่าที่ 'บ้านสมุนไพรไท' ในอำเภอวังจันทร์ จ.ระยอง มีแหล่งสมุนไพรที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง กับแนวทางการเพาะปลูกที่เน้นเกษตรอินทรีย์ หรือการเพาะปลูกแบบพึ่งพา โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ แต่ให้ธรรมชาตเกิ้อกูลกันนั้น ทีมงานสบายอารมณ์ไม่ขอพลาดทีเดียว ที่จะขออนุญาตแวะเยี่ยมชม อย่างน้อยๆ ก็เป็นการศึกษาและเรียนรู้แนวทางที่เราเชื่อมั่น และยังเป็นเรื่องดีที่เราจะได้สนับสนุนคนไทยด้วยกัน กับการเป็นแหล่งสารสกัดที่มีคุณภาพ ในการผลิตต่อไป
เจ้าของความคิดที่น่าชื่นชมนี้คือคุณหมอกุ หรืออาจารย์ดำรงศักดิ์ ชุมแสงพันธ์ ท่านเล่าว่าก่อนนั้นมีพื้นเพเป็นคนจีนที่มาตั้งรกรากที่ จ.ระยอง แรกๆ ก็ทำการเกษตรทั่วไปที่ยังใช้สารเคมี แต่เมื่อพบว่าการพึ่งพาระบบนายทุนที่ทำให้เกิดหนี้ได้นั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงเลย แต่การใช้ชีวิตที่พอเพียงตามแนวพระราชดำริต่างหาก คือความเพียงพอและเป็นความยั่งยืนของชีวิต
ฟังแล้วน่าประทับใจจริงๆ ที่จากนั้นคุณหมอกุเริ่มหันมาเพาะปลูกในแนวทางใหม่ ชนิดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนชีวิตไปเลยทีเดียว และยังศึกษาเพิ่มเติมเรื่องสมุนไพร และการทำปุ๋ยชีวภาพจนโด่งดัง จนต่อมายังได้เรียนรู้เรื่องแพทย์แผนไทยเพิ่มเติม (ผสานกับแพทย์แผนจีนที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ) ทำให้คุณหมอกุ เริ่มเป็นที่รู้ัจักด้านวิทยากรแพทย์พื้นบ้าน เก็บยาไป รักษาไป และศึกษาเรื่องสมุนไพรไป จนวันนี้ บ้านสมุนไพรไท บนพื้นที่กว่าร้อยไร่ จึงมีทั้งสวนผลไม้ แปลงนาปลูกข้าว แปลงผัก และมีสมุนไพรปลูกแซมทั่วไป ชนิดที่ว่า ใครเจ็บป่วยอะไรก็สามารถนำมารักษากันได้เลย
จะว่าไปว่าเราคนไทยโชคดีเป็นที่สุด ที่มีพืชพันธุ์ทีมีประโยชน์แทบทุกอย่าง บ้างเป็นยา บ้างเป็นอาหาร หรือบ้างมีกลิ่นหอมนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยดูแลอารมณ์ได้ แค่เรารู้จักใช้ธรรมชาติรอบตัวมาดูแลตัวเราเอง ที่เชื่อได้ว่ามีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรกับร่างกายของเรา และที่สำคัญ ยังเป็นสิ่งที่เติบโตมาจากผืนดินของเรา ที่ว่ากันว่า ดีที่สุดสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ และยังเป็นการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเองอีกด้วย
ชาวทีมงานสบายอารมณ์ในวันนั้น รู้สึกดีและประทับใจอย่างบอกไม่ถูก ที่คุณหมอที่น่ารักท่านนี้ มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นในการยืดหยัดแนวทางความสุขพอเพียง ที่สำคัญ ท่านยังไม่ยอมหยุดภาระหน้าที่นี้ (แถมยังส่งต่อให้ลูกหลานสืบสานต่อด้วย) จนกว่าจะหมดแรงทำไปเสียก่อน
ได้แต่หวังว่าเราคนไทยจะหันมาดูแลกันเอง และสนับสนุนสิ่งดีงามของไทยไปกันนานๆ ค่ะ |
|
| |
|
| Sabai-arom Blog |
18 Jun 2009 | |
 |

|
|
Eco Idea เก็บตกจากปีนัง ขอแถมไอเดียเพิ่มเติมอีกนิด กับเรื่องน่าสนใจจากวันที่ได้เดินทางไปปีนังครั้งนั้นสักหน่อยค่ะี กับเรื่องดีๆ เกี่ยวกับการรักาาสิ่งแวดล้อมของเราแบบง่ายๆ แต่ได้มากมายจริงๆ
| |
...กัับวันนั้นที่บังเอิญเราได้เดินเข้าไปในห้าง Jusco ที่ Queensbay Mall แล้วแอบไปเห็นว่า ที่นี่เขามีกล่องพลาสติกให้เรานำถ่านแบตเตอรี่ที่ใช้หมดแล้วไปทิ้งด้วย เพื่อที่ว่าเขาจะรวบรวมเอาไปกำจัดในที่ที่เหมาะสมต่อไป
เรามองว่าไอเดียนี้เรียบง่าย แต่มีประโยชน์ดีมากๆ เพราะสำหรับเราในฐานะผู้บริโภคแล้ว ก็รู้สึกมีปัญหากับการทิ้งขยะจำพวกพวกแบตเตอรี หลอดตะเกียบ และอะไรต่อมิอะไรจำพวกนี้อยู่เสมอ เห็นแล้วอยากให้ร้าน Boots บ้านเราเอาไอเดียแบบนี้มาใช้บ้างจัง หรือถ้ามีที่ไหนในเมืองไทยที่ทำอยู่แล้ว ก็ช่วยบอกต่อเราด้วยนะคะ จะได้แวะไปร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้บ้าง
ปล. แอบไปเห็นว่าที่ Central World บ้านเราก็มีกล่องให้ทิ้งแบตเตอรี่มือถือเหมือนกัน ใครสนใจก็แวะไปได้ที่เคาน์เตอร์ เซอร์วิสนะคะ
|
|
| |
|
|
นั่งวิปัสสนาที่ธรรมกาญจนา กาญจนบุรี |
| Sabai-arom Blog |
25 Mar 2009 | |
 |

|
|
นั่งวิปัสสนา ที่ธรรมกาญจนา กาญจนบุรี ดูจากรูปแล้ว เชื่อว่าชาวสบายอารมณ์คงเผลอคิดไปว่าเราแอบไปเที่ยวรีสอร์ทที่ไหน จริงๆ แล้วไม่ได้ไปหย่อนใจหรอกค่ะ แต่ว่าไปชำระจิต จะพูดให้ทันสมัยก็อาจจะเรียกว่าไปทำ ดีท็อกซ์จิตก็ได้กับสถานวิปัสสนา 'ธรรมกาญจนา' อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
| |
ส่วนตัวแล้ว คิดว่าการไปทำดีท็อกซ์จิตมีความสำคัญมาก เพราะจิตใจของเราผ่านความสกปรกมาอย่างโชกโชน เหมือนที่เราอาบน้ำทุกวันเพื่อให้เนื้อตัวสะอาดสะอ้านอยู่เสมอ หรือการที่เราทำdetoxลำไส้ เพื่อล้างคราบไขมันที่สะสมข้างผนังลำไส้เพื่อไม่ให้มีของเสียไหลเวียนในร่างกาย จิตใจของเราเนี่ยผ่านศึกหนักยิ่งกว่าผิวหนังหรือผนังลำไส้ซะอีกนะคะ เพราะจิตของเราขยันทำงานอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวอยากมี อยากได้ อยากเป็น หรือไม่ก็วิตกกังวลจนเก็บไปฝัน เห็นมั๊ยว่าขนาดหลับไปแล้ว จิตใต้สำนึกของเรายังสะสมกิเลสอยู่เลย แล้วลองคิดดูว่าถ้าเราไม่ทำความสะอาดจิตใจเราซะบ้าง มันจะมีคราบกิเลสเกาะหนาขนาดไหน
ผลของการที่เราสั่งสมกิเลสเอาไว้มากๆ ก็ไม่ต่างไปจากการที่เราสูดเอามลพิษเข้าไปไว้ในร่างกาย ก็คือทำให้ปวดหัว เป็นทุกข์ ขาดความสุข สับสนในชีวิต บางคนมีสตางค์แต่ไม่มีสติ ใช้ชีวิตแบบประมาท ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่เก็บความทุกข์ไว้กับตัวเอง แต่กลับพ่นมลพิษความทุกข์ ความกดดันไปให้คนรอบข้าง ทำให้เชื้อแห่งความทุกข์แพร่ไปทั่ว ใครอยู่ใกล้ก็พลอยรับเชื้อเครียด เชื้อโลภไปด้วย ลองคิดดูว่าเราเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาแบบนี้รึเปล่า ถ้าคิดว่าไม่ ก็นับว่าโชคดีระดับนึงค่ะ แต่ยังไงส่วนตัวแล้วคิดว่าการไปล้างจิตก็เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นอยู่ดี
ขอเล่าประสพการณ์ของตัวเองว่าก่อนที่เราจะไปนั่งวิปัสสนาครั้งแรกเมื่อ7ปีก่อน ก็คิดว่าตัวเองก็มีความสุขในชีวิตดีพอสมควร หน้าที่การงานก็ประสพความสำเร็จ ชีวิตโดยรวมไม่มีปัญหาอะไร (คือตอนนั้นไม่รู้ตัวว่ามีปํญหา) แต่โชคดีที่มีโอกาสรู้จักพี่เหมียว วรัตตดาที่แนะนำให้เราลองไปนั่งวิปัสสนา และโชคดีที่เราเองมาจากครอบครัวที่สนับสนุนเรื่องทางนี้ และเจ้านายในตอนนั้นก็ใจดีที่อนุญาตให้เราลา12 วันได้ (เจ้านายคงรู้ดีว่าไม่มีโปรแกรม training คอร์สไหนที่จะพัฒนาเราได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว) ก็เลยไปลองดู ระหว่างที่ไปก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ท้าทายจิตใจมากๆ แต่พออยู่จนจบ10วัน ก็ต้องบอกว่าเป็น 10 วันที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต กลับมาบ้าน แม่บอกว่าเหมือนได้ลูกสาวคนใหม่ ไม่ขี้โมโห ไม่เอาแต่ใจ และยิ่งพอไปทุกปี ก็ยิ่งพบกับความสุขที่แท้จริงว่าความสุขก็คือไม่ทุกข์น่ะเอง ทุกวันนี้จะรู้สึกอยู่เสมอว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้รู้จักธรรมะของพระพุทธเจ้า ชีวิตสุขสงบราบรื่น เจอแต่คนดีๆในชีวิต เจอปัญหาบ้างก็ไม่ค่อยรู้สึกว่ากำลังเผชิญปัญหา เพราะในที่สุด ปัญหาอะไรๆ ก็มักจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีเสมอ เหมือนมีธรรมะคอยจัดสรรให้
อยากให้ทุกคนได้ไปทดลองดูบ้าง จะได้ชิมรสชาติของความสุขที่เราได้พบ และความสงบที่อยู่ไม่ไกลแค่ในจิตใจเรานี่เอง ขอฝากถึงคนที่หวังอยากจะให้สังคมของเราดีขึ้นว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองค่ะ ถ้าเราแต่ละคนซึ่งเป็นส่วนประกอบเล็กๆของสังคมมีจิตใจที่สะอาด มีแต่ความปรารถนาดีต่อกัน รับรองว่าสังคมส่วนรวมต้องดีขึ้นแน่ๆ
ส่วนคนที่ชอบติดตามกระแส ก็ขอบอกว่าตอนนี้ธรรมะกำลังอินเทรนด์มากๆ ฝรั่งต่างชาติ ต่างศาสนาก็กำลังสนใจธรรมะของพระพุทธเจ้า และการนั่งปฏิบัติธรรม สำรวจจิตใจกันยกใหญ่ อย่างศูนย์วิปัสสนาที่เราไปก็มีสาขาอยู่ถึง 140 แห่งทั่วโลก เรียกว่าแทบจะทุกประเทศเลยเชียว และก็มีการเปิดสาขาใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ ลองไปนั่งวิปัสสนาดูซักครั้ง รับรองว่าไม่เชยแน่ๆ ออกจะเดิ้นด้วยซ้ำไป ใครไปมาแล้วติดใจก็อย่าลืมมาเล่าให้เพื่อนๆฟังบ้างนะคะ
สำหรับคนที่สนใจอยากจะอ่านรายละเอียด เกี่ยวกับการนั่งวิปัสสนาของมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนาฯ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์ www.thai.dhamma.org หรืออ่านภาษาอังกฤษได้ที่ www.dhamma.org
|
|
| |
|
|
กิน เดิน เที่ยว ที่เมือง George Town ปีนัง |
| Sabai-arom Blog |
18 Mar 2009 | |
 |

|
|
กิน เดิน เที่ยว ที่เมือง George Town; ปีนัง
หลังจากที่ไปเที่ยวไหนต่อไหนมาก็ไม่น้อย เพื่อนแสนดีที่เพิ่งรู้จัก
ก็มาเล่าให้ฟังว่าเขาชอบเมืองปีนังมากจนไปนับครั้งไม่ถ้วน
ว่าแล้วเราเลยรู้สึกถึงความใกล้เกลือกินด่างจนเกิดอาการต้องท้าพิสูจน์ขึ้น
มาทันที ความที่ตั๋วเครื่องบินไป-กลับแค่หกพันกว่าบาทเท่านั้นเอง | |
เมือง Georgetown เป็นย่านเมืองเก่าบนเกาะปีนัง ที่องค์กร Unesco ยกให้เป็นเมืองอนุรักษ์ของโลก เพราะนอกจากจะรักษาความเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์จากการผสมผสานที่ลงตัวของวัฒนธรรมจีน อินเดีย มาเลย์ และอังกฤษ ซึ่งครอบครองที่นี่มาค่อนข้างยาวนาน ที่จริงแล้วมาเลเซียเพิ่งประกาศเอกราชเมื่อ 52 ปีที่แล้วนี่เอง หลังจากที่ก่อนนั้นไทยเราได้ยกปีนัง (สมัยก่อนเรียกว่าเกาะหมาก) ให้เป็นของมาเลเซียตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
เท่าที่สังเกต เรารู้สึกว่าคนปีนังมีวิถีชีวิตที่สงบ กลมกลืนมาก เดินไปทางไหนก็มีแต่คนใจดี ยิ้มและให้ความช่วยเหลือตลอด คนจีนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่นับถือศาสนาพุทธ แล้วก็มีคนมาเลย์ที่นับถือมุสลิม และคนอินเดียที่นับถือฮินดู นับเป็นความหลากหลายในสังคมเล็กๆ ที่นั่นจริงๆ ตึกรามบ้านช่องที่นี่ก็สวยงามมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์โคโลเนียล แล้วก็มีพิพิธภัณฑ์ มีวัดจีน(ที่บางแห่งดูเหมือนผสมสไตล์ฮินดู) โบสถ์ฝรั่ง มัสยิด วัดไทย วัดพม่า
สำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติขอบอกว่าที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ให้ความร่มรื่น (อากาศดี จนมีอีกามาอาศัยเต็มไปหมด) มีภูเขา แล้วก็มีทะเล (ที่เราว่าไม่ค่อยสวยเท่าไหร่) อ้อ! ได้ไปดูหมู่บ้านชาวประมงของที่นี่ด้วย ค่อนข้างรู้สึกแปลกตรง ที่ชาวประมงเป็นคนจีนอพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่กลางศตวรรษที่19 และมาตั้งรกรากที่นี่ ทั้งหมดมี 8 ตระกูล (แซ่) ด้วยกัน แต่ละแซ่ก็จะมีศาลเจ้าประจำตระกูลของตัวเองอยู่ในหมู่บ้านด้วย เรื่องน่าเศร้าที่ได้ยินมาก็คือ ปลาที่ชาวประมงที่นี่จับได้จะถูกส่งไปขายที่อเมริกาหมด เพราะเป็นปลาตัวใหญ่ คุณภาพดี แต่คนในพื้นที่เขากลับต้องซื้อปลาแช่แข็งที่จับมาจากเมืองไทยมาทาน ฟังดูแล้วเรารู้สึกแปลกๆ เพราะถ้าเป็นเราคงเก็บไว้ทานเองสักวันละตัวสองตัว เหลือจากทานถึงจะขาย แบบนี้ถึงจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง
พูดถีงเรื่องอาหาร อยากบอกว่าอาหารท้องถิ่นที่นี่อร่อยดีค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เราชี้นิ้วสั่งแล้วนั่งลุ้นว่ารสชาติมันจะเป็นยังไง เลยทำให้รู้สึกสนุกเป็นพิเศษ ถ้าอยากทดลองอาหารหลากหลายน่าจะไปแถวถนนริมหาดที่ชื่อ Gurney Drive มีทั้งร้านภัตตาคารไปจนถึงตลาดโต้รุ่ง เดินเล่นแถวนั้นตอนเย็นๆ ก็รู้สึกสบายอารมณ์ดี
เมืองปีนัง เป็นเกาะเล็กๆ เที่ยวสบายๆ ไปแค่ 4 วันก็น่าจะพอแล้ว ถ้าเดินเก่งๆ หน่อยก็อาจจะทำเวลาได้เร็วกว่านั้น สำหรับคนขี้เกียจเดินก็อาจอุดหนุนรถสามล้อถีบที่จะเป็นไกด์ไปในตัวด้วย
จริงๆ แล้วมีเรื่องให้เล่าอีกเยอะ แต่เราเก็บไว้ให้คนที่นู่นเล่าน่าจะดีกว่า สำหรับทริปหน้าของเราคงจะเป็นแถวๆเมืองไทยเรานี่แหละ...ก็อยากจะเที่ยวเมืองไทยให้ครึกครื้นเหมือนกัน เศรษฐกิจไทยจะได้คึกคักค่ะ
|
|
| |
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>
|