 |
|
อย่าบอกนะว่าคุณกำลังเครียด ถ้าไม่ลองยิ้มเสียบ้าง...
รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวๆ ก็เปรียบเสมือนอัญมณีราคาแพงที่สามารถนำมาประดับใบหน้าได้โดยไม่ต้องซื้อหา และเป็นที่ทราบกันว่า รอยยิ้มที่สดใสนั้นเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร ทำให้โลกสดใสขึ้นจนผู้อื่นที่อยู่รายรอบเกิดความไว้วางใจ อยากจะเข้ามาทำความรู้จักพูดคุยด้วย จึงไม่แปลกที่สาวๆ ที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาจะมีเสน่ห์และสามารถสร้างความประทับใจต่อผู้ที่พบเห็นได้ไม่แพ้การใช้เมคอัพหลากสีสันเลยทีเดียวค่ะ |
|
ในยุคโลกร้อน ผู้คนเร่งรีบจนไม่มีเวลาแม้แต่จะหันมายิ้มให้กัน ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการให้อภัยกันดูเหมือนจะเลือนราง และกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งไปแล้วในสังคมไทยเรา ลองสังเกตดูง่ายๆ จากออฟฟิศของเราที่นั่งทำงานอยู่ทุกวันนี้เอง ปัญหาต่างๆ ในการทำงาน บางครั้งก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปกว่าที่เราและเพื่อนร่วมงานจะช่วยกันแก้ไขได้ แต่ด้วยความที่ต้องการเอาชนะกัน ไม่ยอมลดราให้แก่กันจึงทำให้เกิดการโต้แย้งที่รุนแรง จนอาจจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต ในทางกลับกันนั้นถ้าเราหันมายิ้มให้แก่กัน ค่อยๆ อธิบายเหตุผล และลำดับความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา และเต็มใจยอมรับความบกพร่องของตนเอง และผู้อื่นอย่างจริงใจ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น เห็นไหมล่ะคะว่าการยิ้มแย้มทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ลดปัญหาความขัดแย้ง อุปสรรค และอคติต่างๆ ที่มีอยู่ให้หมดไปได้ สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นขึ้น
เพิ่มรอยยิ้ม เพิ่มความสุข
• ยิ้มป้องกันโรคภัย
จากการวิจัยในแบบยิ้มๆ พบว่าการยิ้มทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ช่วยบำรุงสมอง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะจิตใจเป็นสุข รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์จึงดี และช่วยให้มองโลกในแง่ดีขึ้น การยิ้มกว้างๆ เพิ่มรอยย่นมุมปาก เป็นการเพิ่มรูปลักษณ์ด้านบวกยิ่งทำให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้การยิ้มในเวลาที่เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันยังช่วยเพิ่มความกล้าหาญในจิตใจด้วย ช่วยให้มีความกล้าและมีพลังในการที่จะชนะอุปสรรคต่างๆ มากขึ้น หรือที่เรียกว่า ยิ้มได้เมื่อภัยมานั่นเองค่ะ
• ยิ้มกับครอบครัว
สำหรับครอบครัวที่นิยมชมชอบหยิบยื่นรอยยิ้มให้กันและกันนั้น จะช่วยให้บ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศสดชื่นน่าอยู่ ปลอดโปร่ง ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความรักความผูกพันเพิ่มขึ้น ถ้อยทีถ้อยอาศัย พร้อมที่จะร่วมเผชิญปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ด้วยกัน เกิดเป็นความอบอุ่นใจ และมีความสุข รอยยิ้มที่แจ่มใสจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความบาดหมาง และลดปัญหาต่างๆ ในครอบครัวให้น้อยลง ส่งผลให้เด็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวสุขสันต์นี้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปอีกด้วยค่ะ
• ยิ้มสร้างมิตรภาพ
คงไม่มีใครที่อยากจะเดินเข้าไปพูดคุยกับคนที่หน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะคะ ลองหัดยิ้มแย้มแบบจริงใจให้เป็นนิสัยจะสามารถสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู และทำให้เราน่าคบหามากยิ่งขึ้น จนอาจนำพามิตรภาพจากเพื่อนดีๆ มาสู่ตัวเราได้อย่างมากมาย
เราสามารถ ยิ้มให้กับครอบครัว ยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้กับคนรัก หรือแม้กระทั่งยิ้มให้กับตนเอง เพื่อเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม สร้างสังคมน่าอยู่ที่มีแต่รอยยิ้มและความสุข ให้สมกับที่เมืองไทยของเราเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มตลอดไป
| |
|
|
มะลินี้...แด่แม่ผู้ยิ่งใหญ่ |
 |
สิ่งที่วิเศษที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ที่ผู้หญิงทุกคนภาคภูมิใจก็คือความเป็น “แม่” เราคงไม่อาจจะตอบแทนพระคุณของแม่ได้หมดสิ้น คงสรรหาคำบรรยายความรู้สึกทั้งหมดในโลกนี้ที่มีต่อแม่ได้ไม่เพียงพอ แต่เราสามารถระลึกและรักแม่ได้ทุกวันที่มีลมหายใจอยู่ |
|
เพราะความรักของแม่นั้นมากมายเหลือเกิน เป็นความรักที่บริสุทธิ์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ กลับคืน เพียงแต่หวังว่าขอให้ลูกของแม่นั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีชีวิตที่มีความสุขเท่านั้นเอง ก่อนจะถึงวันแม่ในปีนี้ สบายอารมณ์จึงอยากจะชวนสาวๆ ทุกท่าน หวนรำลึกถึงวันแม่ เพื่อสานสัมพันธ์ความอบอุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และวันแม่ปีนี้จะกลับไปกอดแม่ และมอบดอกมะลิแทนใจจากลูกๆ ทุกคน
วันแม่ มีความเป็นมาที่กล่าวสืบต่อกันมาว่า นางแอนนา เอ็ม. จาร์วิส ครูชาวอเมริกันแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ใช้ความพยายามร่วมสองปีเพื่อเรียกร้องให้มี “วันแม่” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปี พ.ศ. 2457 ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” และให้ใช้ “ดอกคาร์เนชั่น” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี 2 ลักษณะคือ ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว
วันแม่ในประเทศไทยนั้น จัดขึ้นครั้งแรกโดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องงดจัดในปีต่อไป และต่อมาหลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นจัดขึ้นอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงมีการเปลี่ยนกำหนด“วันแม่”หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศรับรองให้วันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันแม่ โดยเรียกว่า “วันแม่ของชาติ” และมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นครั้งแรก มีการตอบรับจากหน่วยงานและประชาชนด้วยดี จึงมีการจัดงานวันแม่กันอย่างกว้างขวางในปีต่อๆ มี และจัดให้มีกิจกรรมการประกวดแม่แห่งชาติ และคำขวัญวันแม่อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนวันแม่ใหม่ โดยให้ถือว่าวันที่ 12 สิงหาคม อันเป็น วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น “วันแม่แห่งชาติ” และกำหนดให้ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่
“ดอกมะลิ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ที่มีความหมายลึกซึ้ง เนื่องจากดอกมะลินั้นแสดงถึงความรักของแม่ที่งดงามดุจดังดอกไม้ มีสีขาวบริสุทธิ์ ผุดผ่อง และอ่อนโยน มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง นอกจากนี้ มะลิอาจจะเป็นดอกไม้ที่เราพบเห็นได้ง่ายๆ นิยมนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระ เพราะมีกลิ่นหอมพิเศษ และมีสีขาวบริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีประโยชน์รวมถึงใช้เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคได้ เช่น มะลิซ้อนดอกสดใช้รักษาโรคตาเจ็บ แก้ตัวร้อน แก้หวัด “ดอกมะลิแห้ง” ใช้ปรุงเป็นสารแต่งกลิ่น “ใบมะลิสด” นำมาตำให้ละเอียดจะช่วยรักษาแผลพุพองและแผลฝีดาษ “ต้นมะลิ” ใช้รักษาโรคคุดทะราด ขับเสมหะและโลหิต “ราก” นำมาฝนใช้แก้ปวด รักษาโรคร้อนในและอาการเสียดท้อง เป็นต้น
วันแม่ในปีนี้นำพวงมาลัยดอกมะลิสักพวง หรือช่อดอกมะลิสักช่อ หรือไม่ต้องเอาอะไรไปด้วยเลย เพียงแต่กลับไปหาแม่ แล้วแสดงความรู้สึกรักความห่วงใยต่อท่านให้ท่านชื่นใจก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ | |
|
|
เทรนด์ใหม่ ใช้ชีวิตให้ช้าลง |
 |
ใครๆ ก็คงจะไม่ปฏิเสธหรอกค่ะว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งความเร่งรีบขนาดไหน รีบตื่นนอน รีบแต่งตัว รีบทานข้าว รีบไปทำงาน รีบประชุม รีบกลับบ้าน ชีวิตที่มีแต่คำว่ารีบเร่ง ที่เหลือก็คือผลลัพธ์ให้กับร่างกายและจิตใจด้วยคำว่าเหนื่อยล้า จนเราละเลยที่จะหันกลับมามองดูสิ่งรอบข้าง ความสัมพันธ์กับคนรอบกาย แม้กระทั่งการดูแลตัวของเราเองไปหรือเปล่า |
|
บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ความเร่งรีบมาเป็นสิ่งบดบังความสวยงามที่มีอยู่รายรอบตัวเรา ส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงตามไปด้วย นอกจากนี้การใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ยังเป็นสาเหตุของโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า Hurry Sickness Syndrome ซึ่งมักจะมีอาการหัวใจเต้นรัวและเร็ว ใจสั่น หายใจไม่ทันจนหอบ ส่งผลให้แขนขาหมดแรง รวมทั้งมีผลต่ออารมณ์ตามมา ทำให้เป็นคนใจร้อน ขี้โมโหเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ ฉุนเฉียวง่ายกับเรื่องที่ไม่ทันใจ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคเครียด โรคไมเกรน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
เพราะฉะนั้นเทรนด์ใหม่ในการใช้ชีวิตให้ช้าลง Slow Living จึงเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งได้มีการตั้งกลุ่มหรือสมาคมชะลอเวลาขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนหันไปตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สงบงาม และเรียบง่าย และมองเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตช้าๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทำอะไรที่เชื่องช้า หากแต่เป็นเรื่องของการเอาใจใส่ให้กับรายละเอียดของชีวิตเพิ่มมากขึ้น มองเห็นคุณค่าของชีวิต ใส่ใจกับคนรอบข้าง นอกจากนี้การใช้ชีวิตให้ช้าลงนั้นจะทำให้คลื่นสมองช้าลงไปด้วย ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่าคลื่นสมองที่ช้าลงนั้นสามารถทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งผลให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าเราก็เป็นคนหนึ่งเช่นกันที่กำลังใช้ชีวิตแบบเร่งรีบสุดโต่งจนเป็นผลให้เกิดความเครียดถามหา ลองหันกลับมาใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น กำหนดสติกับทุกสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะนำมาสู่สุขภาพที่ดีขึ้น
หลากหลายวิธีให้ชีวิตช้าลง
• หายใจให้ช้าลง เป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตให้ช้าลง โดยการผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ตั้งสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ รู้สึกตัวว่ากำลังจะทำอะไรอยู่ตลอดเวลา จะช่วยทำให้ใจเย็นลง และมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น
• เปลี่ยนนาฬิกาชีวิตเสียใหม่ พยายามเข้านอนให้ตรงเวลาและไม่ดึกมาก เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และตื่นตั้งแต่เช้าตรู่อย่างสดชื่น และมีเวลาเพียงพอเพื่อเตรียมตัวทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่เร่งรีบ
• เป็นเพื่อนกับธรรมชาติ หาเวลาว่างไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนสาธารณะบ้าง มองดูพื้นที่สีเขียวที่โปร่งโล่ง สบายตา หรือบรรยากาศผ่อนคลายรอบๆ ตัว
• ถ้าปล่อยวาง ก็ผ่อนคลาย ไม่เก็บเรื่องที่ไม่สบายใจมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนอยู่ในหัว จะเป็นการเพิ่มความขุ่นมัวให้กับจิตใจ ปล่อยวางปัญหาลงบ้าง แล้วค่อยมองหาทางแก้ไข
• กินอยู่อย่างเรียบง่าย ทำอาหารรับประทานเองอย่างง่ายๆ สะอาดและปลอดภัยไม่ต้องมีเครื่องปรุงรสมากนัก เพื่อจะได้รับรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร พร้อมทั้งเคี้ยวให้ช้าลงเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
• ออกกำลังกายอย่างช้าๆ เดิน วิ่ง หรือ โยคะ อย่างช้าๆ รวมทั้งกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อการเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น
• ใช้ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองทำสิ่งต่างๆ เองบ้าง เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อรอจนออกดอกแล้วนำไปใส่แจกัน หรือใช้บูชาพระ หรือปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเอง ใช้เวลาที่ต้องดูแลพืชผักเพื่อได้ใกล้ชิดกับตัวเองและธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น งดน้ำอัดลมและเครื่องดื่มปรุงแต่งต่างๆ แล้วดื่มน้ำเปล่าตลอดวันเพื่อความสดชื่นของร่างกาย หรือใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ที่ไม่ต้องรีดดูบ้าง
จริงๆ แล้วนั้นการใช้ชีวิตให้ช้าลงไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับสังคมเราสักเท่าไหร่ เพราะเป็นวิถีชีวิตไทยๆ ในอดีตที่เราคุ้นเคยกันดี เพียงแต่ถ้าเราหันกลับไปใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้มากขึ้น ก็จะสามารถทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นตามมาค่ะ | |
|
 |
เคยคิดไหมว่าเครื่องฟอกอากาศที่ติดตั้งอยู่ในออฟฟิศของเราทุกวันนี้ จะสามารถฟอกอากาศเสียให้เปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้หมดจดแน่หรือ คงไม่ดีแน่ถ้าเราจะฝากสุขภาพปอด และสุขภาพร่างกายไว้กับเครื่องฟอกอากาศกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพียงเครื่องเดียว แล้วอย่าลืมนะว่าเราต้องนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศถึงครึ่งค่อนวัน เพราะมลภาวะทางอากาศในออฟฟิศนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอากาศภายนอกสักเท่าไรนัก เพียงแต่เราลืมที่จะสังเกตมันเองต่างหาก การระบายอากาศที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ สารเคมีจากหมึกพิมพ์ ฝุ่นละอองจากกองเอกสาร
เหล่านี้ล้วนเป็นภัยเงียบที่พร้อมจะบั่นทอนสุขภาพของเราอยู่ทุกวัน |
|
คงไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คที่สุดในการปราบเจ้าพวกอากาศเสียรอบๆ โต๊ะทำงาน ได้ดีไปกว่าการเพิ่มเครื่องกรองอากาศจากธรรมชาติ อย่างเช่นการปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากจะสีสันสวยงาม ไว้ชมเพื่อคลายเครียดยามงานหนักล้นมือแล้ว ต้นไม้ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับออฟฟิศในทุกวันนี้ เพราะว่าอาคารส่วนมากเป็นสถานที่ปิดขนาดใหญ่ มีโอกาสสูงที่จะเป็นแหล่งผลิตเชื้อโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วคายออกซิเจนออกมา ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองอากาศชั้นดี และยังถือเป็นเคล็ดที่ไม่ลับสำหรับคนทำงานเลยว่าจะช่วยทำให้สูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น และแน่นอนว่าผลงานดีๆ ก็ไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน
ถ้าโต๊ะทำงาน หรือออฟฟิศของใครยังว่างอยู่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะไปเตรียมช้อปต้นไม้มาเพิ่มความเขียวขจี และความสุนทรีย์จากสีสันของธรรมชาติให้สบายตาสบายใจกันดีกว่า ว่าแต่ว่าควรจะเลือกซื้อต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเติบโตได้ดีเมื่ออยู่ในอาคารที่มีแสงน้อย และบำรุงดูแลรักษาได้ไม่ยาก เรียกได้ว่าทนไม้ทนมือกับ
ไลฟ์สไตล์ชาวออฟฟิศที่งานยุ่งกันเสียจริงๆ
หลากหลายไอเดียพันธุ์ไม้ประดับ
• กระบองเพชรจิ๋ว ต้นไม้ยอดฮิตของชาวออฟฟิศสมัยนี้ เพราะดูแลง่าย ทนทานและแข็งแรง รดน้ำแค่ 2 วันต่อ 1 ครั้ง วันไหนแดดดีๆ ก็เอาไปตากแดดสักหน่อยก็สามารถอยู่ได้แล้ว แถมยังมีหลากหลายพันธุ์ หลากหลายสีสันให้เลือกซื้อหา
• พลูด่าง เป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูก เพราะเจริญเติบโตง่ายสามารถขึ้นได้ทั้งในดินและในน้ำ ชอบแสงสว่าง ถ้านำไปปลูกในออฟฟิศก็สามารถใช้แสงไฟฟ้าแทนได้ ลำต้นมีลักษณะอ่อนช้อย สวยงาม จึงนิยมนำมาใส่แจกันหรือแขวนเป็นระย้า อาจจะหาที่แขวนเก๋ๆ หรือแจกันดีไซน์สวยๆ มาใส่ เพิ่มความสวยงามไปอีกแบบ
• เฟิร์นเงิน เติบโตได้ดีในออฟฟิศที่ชอบเปิดแอร์เย็นๆ อีกทั้งยังปลูกง่ายแค่หมั่นพรมน้ำที่ใบทุกวัน และรดน้ำประมาณครึ่งแก้ว วันเว้นวัน และควรนำออกแดดประมาณ 3 วันต่อ 1 ครั้ง เหมาะสำหรับโต๊ะทำงานที่อยู่ในมุมอับ มีแสงสว่างน้อย คุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิความร้อนจากภายนอก และดูดสารพิษในอากาศได้ดี
• กวักมรกต แค่ชื่อก็ทำให้รู้สึกดีเป็นมงคลกันแล้ว เหมาะสำหรับนำมาประดับเป็นต้นไม้ในบ้าน และในออฟฟิศ เพราะสามารถอยู่ได้ในที่แสงน้อย ลักษณะใบเป็นมัน แตกกอและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บำรุงรักษาง่าย รดน้ำไม่ต้องบ่อยนัก ควรใช้ปุ๋ยละลายน้ำรดเดือนละครั้ง เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมในการนำมาประดับตกแต่งห้องต่างๆ เนื่องจากมีใบที่สวยงาม
• แอฟริกันไวโอเลต เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามทั้งใบและดอก ต้นขนาดกะทัดรัด หลากสีสัน เช่น สีขาว สีชมพู สีแดง สีม่วง หรือ 2 สีในดอกเดียวกัน เหมาะสำหรับปลูกในออฟฟิศมาก สามารถออกดอกให้ชื่นชมได้ตลอดทั้งปี ควรนำไปตากแสงแดดอ่อนๆ ทุกเช้า ทำให้จิตใจอ่อนโยน คลายเครียดไปอีกแบบด้วย
• ลิ้นมังกรแคระ เป็นไม้ใบที่ดูแลรักษาง่ายมากๆ เหมาะสำหรับคนจ๊อบเยอะสามารถอยู่ได้หลายเดือนโดยที่ไม่ต้องรดน้ำ เป็นไม้โตช้า และสามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนในอากาศ และดูดสารพิษได้ดี อยู่ด้วยแล้วสดชื่น ปลอดโปร่ง
จริงๆ แล้วยังมีไม้ดอกไม้ประดับอีกหลากหลายสายพันธุ์รอคุณนำไปปลูกเพิ่มความเขียวสด และเพิ่มอากาศที่บริสุทธิ์ให้กับออฟฟิศที่คุณต้องนั่งทำงานอยู่ตลอดทั้งวันอีกมากมาย แล้วอย่าลืมชวนเพื่อนโต๊ะข้างๆ ช่วยกันปลูกด้วย เพียงเท่านี้อากาศดีๆ ความมีชีวิตชีวาที่มาจากพันธุ์ไม้ต้นเล็กๆ ของคุณ ก็อยู่รายรอบตัวเราตลอดเวลาแล้วล่ะ | |
|

|
|
|
Pick Eco New Year Card
นี่ล่ะ กรีนการ์ดของจริง
ปีใหม่กำลังมาถึงอย่างนี้ นึกถึงอะไรกันบ้างเอ่ย
นอกจากของขวัญของฝาก เชื่อแน่ว่า หลายๆ คนคงนึกถึงการ์ดสวยๆ ดีไซน์เก๋ๆ ที่แนบติดไปด้วย เพราะเป็นโอกาสที่เราจะได้ส่งความรู้สึกและคำอวยพรให้ผู้รับได้ชื่นใจ ที่เผลอๆ คำสั้นๆนี้ อาจมีค่ามากกว่าของเสียซ้ำอีก
บางคนอาจเลือกการ์ดที่ดีไซน์ บางคนอาจขอประดิษฐ์เองให้รู้สึกพิเศษยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าลืมข้อเท็จจริงที่ว่า ถึงปีใหม่จะเป็นเทศกาลแห่งความรื่นเริง แต่ก็เป็นเทศกาลแห่งการผลิต การใช้ทรัพยากรแบบมหาศาล และการสูญเสียทรัพย์ในการซื้อหากันไปไม่น้อย ที่พลอยให้เราทำร้ายธรรมชาติทางอ้อมอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ปีนี้เราลองมานึกสนุกทำการ์ดกันเองดีไหม อย่างการนำกระดาษในบ้านมาวาดสีน้ำ หรือการตัดแปะภาพจนกลายเป็นศิลปะชิ้นเดียวในโลกสำหรับคนพิเศษของคุณ สบายอารมณ์แอบไปเห็นอีโคการ์ด หน้าตาน่ารักอย่าง Littleotsu ที่ชอบใจในนโยบายที่ว่า เน้นการ์ดที่ผลิตมาจากระดาษที่สามารถผลิตทดแทนได้ ย่อยสลายเองได้ และใช้สีที่ทำมาจากถั่วเหลือง ที่เป็นการช่วยเหลือโลกของเราได้อีกทาง แม้จะเป็นกิจการไม่ใหญ่โตมากมายก็ตาม (ลองแวะไปดูงานสวยๆ จากหลากหลายศิลปินรับเชิญได้ที่ www.littleotsu.com )
จะเป็นทิศทางไหน รูปแบบใด เราเชื่อว่าการ์ดปีใหม่ของคุณในปีนี้ จะมากด้วยความหมาย กับการห่วงใยธรรมชาติของเรามากขึ้นอีกสเต็ป (แถมคนรับยังแอบชื่นชมอีกต่างหาก)
| |
|

|
 |
|
Natural Healthy Drink in 2010
เครื่องดื่มสุขภาพ มาแรงได้อีก
สังเกตไหมว่าเครื่องดื่มบรรจุขวดในยุคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแนวสารอาหารเพื่อสุขภาพ แทนเครื่องดื่มหวานๆ ที่เน้นแก้กระหายในยุคก่อน และยังมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจับตามากทีเดียว
เพราะผู้บริโภคอย่างเรานี่ล่ะ นี่เป็นปัจจัยหลักๆ ในการกำหนดเทรนด์ เครื่องดื่มก็เช่นกันที่วันนี้เจาะจงความต้องการของเราๆ กันมากขึ้น นั่นคือชีวิตคนเมืองที่ทานอาหารไม่สมดุล เลยทดแทนด้วยอาหารเสริม และเครื่องดื่มเสริม ที่ทานง่าย หาซื้อสะดวก เผลอๆ แล้วอาจทดแทนเครื่องดื่มหวานๆ ที่เราชื่นชอบไปได้เลย
แม้ว่าสารอาหารที่เครื่องดื่มต่างๆ จะเคลมว่าวิตามินโน่นนี่ มีกรดอะมิโน มีสารช่วยดีท็อกซ์ คอลลาเจน หรือแร่ธาตุสำคัญใดๆ มากน้อยแค่ไหน หรือดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่เพียงใด แต่ที่แน่ๆ นั้น เราจะมีทางเลือกกันมากขึ้นอีกในปี 2010 ที่จะมาถึง เมื่อนักการตลาดโลก (และผลิตจริงแล้วมากมาย) ทำนายไว้แล้วว่า เทรนด์เครื่องดื่มต่อไปนี้ ‘มา’ ให้เราได้เสียสตางค์กันแน่นอน
- ปี 2010 – 2011 นี้ เชื่อได้ว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจะมาแรงและขยายวงกว้างขึ้น และขยายความคำว่า ’สุขภาพ’ ไปยังสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ มีความสด เข้มข้น ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ
- คุณสมบัติและจุดขาย จะเน้นการบำรุงสุขภาพมากกว่าอื่นใด เพราะผู้บริโภคเองก็ตื่นตัว และพร้อมที่จะทดลอง และยังเปิดใจต่อรสชาติใหม่ๆ ขอเพียงให้ถูกปาก และเห็นผลจริง
- ผัก ผลไม้ในประเทศนั้นๆ จะถูกนำมาเป็นส่วนผสมมากขึ้น ไม่เพียงแค่ความคุ้นเคยของผู้บริโภค แต่ยังเชื่อว่าทำการตลาดง่าย และเป็นที่เข้าใจว่าง่ายกว่า ว่าดีต่อสุขภาพจริงกับคนใน
- ในบ้านเราก็มีเครื่องดื่มสุขภาพเพิ่มขึ้นสารพัดชนิด และการสกัด หรือคั้นน้ำผัก-ผลไม้ทานเอง ก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ขยายวงไปถึงวงการเครื่องสกัดน้ำแบบทำเองต่างๆ ด้วย
- ไม่เพียงส่วนผสมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรจุภัณฑ์ด้วยที่จะดูเรียบง่าย สะอาดตา ดูสุขภาพดี และบ้างก็อาจข้องเกี่ยวกับแนวรักษาสิ่งแวดล้อม อย่างการใช้ขวดที่รีไซเคิลได้ด้วย ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ชวนสุขภาพดีกันแบบครบวงจร
- ไม่เพียงแค่วงการเครื่องสำอางเท่านั้น แต่คำว่า Organic และ Natural จะเป็นคำที่คุ้นหูและเรียกกันจนติดปากมากขึ้น เพราะเป็นเทรนด์ของเครื่องดื่มด้วย
- จะว่าไปแล้ว เครื่องดื่มสุขภาพในบ้านเรามีมาแต่ไหนแต่ไร อย่างน้ำเต้าหู้ นำผลไม้อย่างน้ำส้ม น้ำมะพร้าว น้ำมะตูม น้ำใบบัวบก ฯลฯ มาเมต้นจากของดีใกล้ตัวนี่ล่ะ ที่แน่นอนว่าปลอดภัยและอินเทรนด์ของจริง
| |
|

|
|
|
Green Trend Packaging
ฉลากช่วยโลก
น่าสนใจจริงๆ ที่วิวัฒนาการของเครื่องสำอางปัจจุบัน ต่างหันมาใส่ใจในความเป็นธรรมชาติสูงสุด งานนี้นอกจากผู้บริโภคจะได้รับแต่ของดีมีคุณภาพแล้ว ก็ยังได้เป็นส่วนร่วมกับการเครื่องสำอางแบรนด์โปรด ในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย
คุณเป็นอีกคนหรือเปล่า ที่ตั้งใจอยากดูแลผิวพรรณตัวเองในแนวทางธรรมชาติมากขึ้น หลังจากที่ค้นหาเครื่องสำอางที่ใช่มาตั้งนาน แต่ก็พบแต่สารเคมีหนาๆ หนักๆ ที่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เข้าไปสะสมในร่างกายเรากี่มากน้อย หรือสิวฝ้าหน้าตาที่หมองคล้ำนั้น ก็อาจเป็นผลจากการประโคมเครื่องสำอางแบบลืมคิดก็เป็นได้
เลยเป็นโชคของผู้หญิงยุคนี้อย่างแท้จริง ที่มีเครื่องสำอางสูตรธรรมชาติมาเอาใจผิวให้เลือกมากมาย และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อแบรนด์ดังต่างขนไอเดียดีๆ ในการดูแลสิ่งแวดล้อมซุกซ่อนมากับสกินแคร์ที่แสนน่าใช้ด้วย อย่างการทำแพคเกจจิ้งที่นำมาฝากนี้ กับการใช้เทคนิคการพับแทนการติดกาว ที่เราต่างทราบกันดีว่ากาวผลิตมาจากปิโตรเคมี และการมีส่วนร่วมในการลดการผลิต ก็นับได้ว่าเป็นความร่วมมือหนึ่งอย่าง ที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ไม่ยากเย็น
นี่ล่ะ สิ่งเล็กน้อยที่เราสามารถมีส่วนร่วมกันได้ทุกคนเพียงการบริโภค 1 อย่าง และยิ่งเราช่วยกันมากเท่าไร ก็ดูเหมือนทั้งเราและโลกก็ยืดอายุกันได้เท่านั้น | |
|
|
Top 5 Green Lifestyle Trends |
 |
|
|
Top 5 Green Lifestyle Trends
สุดยอดไลฟ์สไตล์แบบกรีนๆ
เทรนด์สีเขียวไม่เคยหมดพลังไปง่ายๆ เพราะหลังจากระบาดลุกลามไปทั่วทุกวงการมาตลอด 2 – 3 ปีที่ผ่านมา สีเขียวแบบ Go Green ก็ยังสามารถสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่อง นั่นเพราะการคืนกลับสู่ธรรมชาตินั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ให้ผลดีต่อเราทุกคนที่ยืนอยู่ในโลกใบนี้ และเป็นข้อเท็จจริงที่เรายอมรับไม่ว่ายุคสมัยไหน
ข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และการคืนความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่ดูแลเรามาตลอดนี้ อาจเลยจุดของการเป็นเทรนด์ สู่การเป็นปัจจัยพื้นฐานของเราไปเสียแล้ว เพราะได้ยึดพื้นที่ทัศนคติของไลฟ์สไตล์และหลักการของความงามไปเสียแล้วทั่วโลก ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดกระแส 5 ประการดังต่อไปนี้ ที่ยืนยันว่าสีเขียวยังครอง ของจริง
Green Trend No.1:
Eco Labeling
เครื่องสำอางชนิดให้ที่ให้คุณสมบัติเยี่ยมยอดในการบำรุงอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะผู้บริโภควันนี้ยังดูปริมาณสารเคมี และแนวโน้มของสารพิษที่อาจตกค้างบนร่างกายโดยดูฉลากประกอบการซื้อ ผู้ผลิตทุกรายที่เข้าข่ายเครื่องสำอางสูตรธรรมชาติ จึงต้องประกาศจุดยืนให้เราได้ยิ่งอุ่นใจ นาทีนี้ ฉลากสีเขียวจึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวกับโลกความงามที่ก้าวไปอีกขั้น
Green Trend No.2:
Organic Clothing
หมดยุคเสื้อผ้าแบบอุตสาหกรรม แล้วก้าวสู่ยุคแฮนด์เมดอีกครั้งที่งานเย็บปักถักร้อย เสื้อผ้ามือสอง รวมทั้งผ้าที่ผลิตมาจากเส้นใยธรรมชาติเท่านั้น ที่กำลังเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะหมายถึงการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ การและลดภาระขยะให้โลกจากสิ่งที่ผลิตมาจากสิ่งสังเคราะห์ นั่นทำให้คำว่า Cotton 100% หรือ Organic Cotton กำลังเป็นที่จับตาอีกครั้ง
Green Trend No.3:
Organic Skin Care
มีคนเคยกล่าวไว้ว่า Organic skin care is a new luxury skin care นั่นเพราะถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้ตระหนักว่าสิ่งใดที่เราสามารถกินได้ ก็เท่ากับว่าเป็นสิ่งเดียวที่ผิวหน้าสมควรได้รับ จึงเป็นเวลาที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งกำลังโบกมือลาเครื่องสำอางชนิดหนักสารเคมีไว้ชั่วคราว (แถมราคาสูงผิดภาวะเศรษฐกิจ) แล้วหันมาใส่ใจในสุขภาพผิวด้วยการเลือกใช้เครื่องสำอางที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติในปริมาณสูง (และยังมีราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย)
Green Trend No.4:
Editable Beauty Treatments
นอกจากเทรนด์การกินในแนวทางธรรมชาติ การบำรุงก็เช่นกัน ที่ทั่วโลกหันมายอมรับพิธีกรรมดั้งเดิมของเอเชียมากขึ้น นั่นคือการดูแลตัวเองแบบองค์รวม โดยนำศาสตร์ของอายุรเวทมาปรับใช้ โดยในแง่ความงาม เราสามารถนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงเป็นตำรับส่วนตัวได้อย่างปลอดภัย อย่างการนำน้ำมันมะพร้าวมานวดผิว การนำผลไม้มาฝานแปะหน้า หรือการทำสครับแบบเปิดครัวทำเอง เป็นการสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และได้อาหารผิวจากสิ่งที่เป็นมิตรกับร่างกาย
Green Trend No.5:
Quality + Durability = Green
คำอธิบายที่ใกล้เคียงที่สุด คือพฤติกรรมการช้อปเสื้อผ้าที่แทบไม่ได้ใส่ หรือซื้อแบบเน้นปริมาณนับร้อยตัว แต่ใส่จริงเพียง 10 ตัวนั้น เทียบไม่ได้เลยกับการซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพ และพิจารณาก่อนซื้อในปริมาณแค่ 10 ตัว (แม้จะแพงกว่าก็ตาม) แต่ก็ใช้จริงอย่างคุ้มค่า วิถีแบบกรีนๆ จึงรวมไปถึงการซื้อที่คิดและวางแผนถึงสิ่งที่ต้องการจริงๆ ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับการเร่งการผลิต การซื้อเพิ่ม (ต้องซื้อตู้เสื้อผ้าเพิ่มมาเก็บของ) การสร้างขยะ และการสูญเสียทรัพยากรโลกที่ไม่จำเป็น
คุณล่ะ นับข้อดีของตัวเองได้ครบ 5 ข้อแล้วหรือยัง...
| |
|

|
|
|
Chemical Free First!
เครื่องสำอาง เลี่ยงสารสังเคราะห์
เคยได้ยินไหมว่า You are what you eat – เรากินอะไร เราก็เป็นอย่างนั้น และเรื่องเดียวกันนี้ก็ยังสัมพันธ์กับเรื่องเครื่องสำอางด้วย ว่าเราใช้อะไร ผิวเราก็จะส่งผ่านไปยังภายใน ซึ่งอาจเป็นสารที่ทำร้ายหรือส่งเสริมสุขภาพผิวและสุขภาพกายเราได้ไม่ต่างกัน
นานแต่ไหนแล้วนะที่เราใช้เครื่องสำอางกันแบบลืมคิด แต่เน้นสกินแคร์ที่ให้ผลรวดเร็ว ทันใจ แถมบางตัวก็ยังมีราคาสูงด้วยหวังว่าจะให้ผลดีๆ กับผิวแบบไม่ต้องรอผล แต่ก็นั่นล่ะ อาการใจร้อนแบบนี้ก็ทำให้มองข้ามหลักการตัดสินใจซื้ออย่างการอ่านฉลากไปได้ ซึ่งส่งผลกับสุขภาพของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สารเคมีพึงเลี่ยง
มองข้ามแพคเกจจิ้งสวยๆ ยั่วยวนใจไปก่อน แต่ลองใส่ใจกับสารเคมีในเครื่องสำอางให้มากขึ้น อย่างเครื่องสำอางที่เขียนว่า 'Chemical free' นั่นไง ที่น่าศึกษาไม่น้อยเลยว่าเลี่ยงสารเคมีอะไรบ้าง ที่สำคัญยังทำให้เราได้ลงลึกไปอีกนิด ว่าสารสังเคราะห์ที่ใช้กับความงามนั้นมีอะไรบ้าง และส่งผลกับเราแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น Petrolatum หรือสารเคมีปิโตรเลียมนั้น เราจะพบได้ทั่วๆ ไปในครีมบำรุงผิว แต่หากเราลองได้ศึกษาดีๆ ก็จะเข้าใจเลยว่าแท้ที่จริงแล้วมันคือสารสกัดที่ตั้งต้นมาจากน้ำมันดิบนั่นเอง อย่างนี้แล้วเราคงได้พิจารณามากขึ้น ว่าเราจะเอาน้ำมันรถมาทาผิวดีไหมนะ
เลือกแบบเป็นกลาง
จะว่าไปแล้ว การนำสารเคมีมาบำรุงผิวไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ามีอันรายต่อสุขภาพขั้นรุนแรง เพราะมีสารเคมีหลายๆ ตัวที่มีความปลอดภัย เว้นเสียแต่เป็นสารเคมีที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นสารเคมีอันตราย รวมทั้งเป็นการแพ้ส่วนบุคคล ที่ใช้แล้วส่งผลต่อสุขภาพผิวทันที แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สารเคมีทั่วไปมีโอกาสที่จะสะสมในร่างกายได้ตามปริมาณที่เราใช้ หากร่างกายสามารถย่อยสลายได้ เช่นลิปสติก ก็นับได้ว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้าเป็นสารเคมีจำพวกสารสังเคราะห์ที่มาจากพลาสติก ก็น่าพิจารณาในการเลี่ยงใช้ไม่น้อย
แต่โชคดีเป็นของผู้บริโภค เพราะยุคนี้มีเครื่องสำอางแบบหลีกเลี่ยงสารสังเคราะห์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าสารสังเคราะห์จำพวกสารชะล้าง สารสังเคราะห์จำพวกยืดอายุผลิตภัณฑ์ ที่ปัจจุบันมีสารจากธรรมชาติถูกผลิตเพื่อใช้ทดแทนได้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น ว่าเป้นสกัดที่มาจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับร่างกาย และยังช่วยดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการดูแลความงามได้ด้วย
เอาเป็นว่าสำหรับการเริ่มต้นที่ดี เราลองมาเริ่มจากการใช้ของที่มีอยู่แล้วให้หมดเสียก่อน หรืออ่านฉลากที่เคยมองข้ามดูสักที ว่ามีสารสังเคราะห์อะไรบ้างที่ควรรู้ จากนั้นเมื่อมองหาชิ้นใหม่ ลองสังเกตฉลากว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติสูงมากแค่ไหน เป็นเครื่องสำอางจำพวก Bio, Organic (ที่ไม่ใช่แค่สารสกัดตัวเดียวที่เป็นออร์แกนิก) หรือ Chemical free มากน้อยแค่ไหน
จะได้สวยกันแบบมั่นใจ แถมยังได้ช่วยธรรมชาติทางอ้อมได้ด้วย
| |
|

|
|
|
Eco Yoga Mat
เลือกเสื่อโยคะแบบช่วยโลก
รู้นะ ว่าคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจในสุขภาพ และหมั่นออกกำลังบ่อยๆ และยิ่งสาวๆ ที่ชื่นชอบในโยคะด้วยแล้ว เรายิ่งอยากชื่นชมที่คุณให้ความสำคัญกับเรื่องสมาธิและการหายใจ และยังมองหาเสื่อโยคะที่มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว
ทุกครั้งที่ฝึกโยคะ อุปกรณ์สำคัญที่เราจะหนีไม่พ้นเลย นั่นก็คือเสื่อโยคะที่เวลานี้มีให้เลือกมากมายแล้วในบ้านเรา (หลังจากที่ก่อนนี้มีเพียงไม่กี่แบรนด์ให้ช้อป) และที่น่าสนใจก็คือ มีเสื่อโยคะที่ร่วมเทรนด์โลกไปกับเขาด้วย หรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือการใกล้ชิดธรรมชาติสไตล์โยคะให้มากขึ้น โดยการใช้เสื่อโยคะที่มีเส้นใยจากธรรมชาติอย่างปอผสมกับลาเท็กซ์ ซึ่งในที่สุดแล้ว ก็จะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเกือบหมด ซึ่งถูกใจคนโยคะในเวลานี้อย่างมาก
เอาเป็นว่าแวะหากคิดช้อปเสื่อโยคะคราวหน้า ลองเผื่องบให้กับเสื่อโยคะเนื้อธรรมชาติที่ราคาอาจขยับขึ้นมาจากสารสังเคราะห์สักนิด แต่ใกล้ชิดกับสิ่งแวดล้อมอย่างมากจนทำให้คุณอดภูมิใจไม่ได้ และยังได้ชื่อว่าเป็นสาวโยคะตัวจริงอีกด้วย
4 เคล็ดลับช้อปเสื่อโยคะ
นอกเหนือจากอุปกรณ์สีสวยๆ และมีวัสดุที่เป้นมิตรกับธรรมชาติแล้ว สบายอารมณ์ขอแนะนำเคล็ดการซื้อเสื่อโยคะอีก 4 ประการตามนี้
1. อย่างแรกต้องรู้เสียก่อนว่าเราฝึกโยคะสไตล์ไหน หากเป็นสไตล์ที่สมบุกสมบันอย่าง Ashtanga หรือ Power Yoga (Vinyasa) อาจต้องมีเนื้อหนาและยืดหยุ่นมากสักหน่อย แต่หากนุ่มนวล อย่าง Iyengar, Hatha ฯลฯ เสื่อที่หนาปกติก็เพียงพอแล้ว
2. มั่นใจอีกนิดด้วยว่าเสื่อที่คุณเลือก มีความกว้าง และความยาวพอดีกับช่วงตัว เพราะเสื่อแต่ละแบบมีขนาดไม่เท่ากัน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่การเลือกขนาดที่มีความยาวและความกว้าง พอดีกับช่วงขาของเรา (หรือเอามาตัดเองก็ได้)
3. ทางที่ดีควรมีเสื่อโยคะเป็นของตัวเอง เพราะจะได้ทำความสะอาดอย่างถูกสุขลักษณะ และพกพาไปฝึกที่ไหนก็ได้ตามชอบ (ฝึกที่บ้านได้ด้วย)
4. ราคาบอกคุณภาพได้พอสมควร เสื่อราคาสองสามร้อย อายุการใช้งานอาจไม่ยาวนานนัก และอาจลื่นได้ซึ่งเป็นอันตรายกับการฝึก ทางที่ดีลองเลือกราคาที่เหมาะสมตามงบ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด
Picture: Gaiam Yoga Mat
| |
|

|
 |
|
Have a Playtime
สุขสนุก ย้อนเวลา
สังเกตตัวเองดูสิ ว่าเวลาเราแอบเห็นเด็กๆ เล่นกันทีไร หรือทุกครั้งที่ได้คุยเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็ก เราต่างแอบรู้สึกสนุกลึกๆ และอยากกลับไปทำอะไรย้อนความหลังสักครั้งบ้าง
และเพราะความสุขสนุกสนานที่เราต่างมีกันทุกคนนี่ล่ะ ที่เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้างความสุขให้เราได้ อย่างที่เราอาจลืมนึกถึงไป สบายอารมณ์เลยขอเขย่าแรงบันดาลใจแสนเพลิดเพลิน ที่แค่เราลองหาเวลาว่างๆ มาเล่นสนุกกับเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวด้วยกิจกรรมที่เราทำกันตอนเด็กๆ แค่นี้ก็อดนึกถึงไม่ได้แล้วใช่ไหม ว่าเราจะหัวเราะด้วยกันกันเสียงดังขนาดไหน
เอาเป็นว่าถ้ากำลังนึกเรื่องสนุกๆ กันอยู่ละก็ สบายอารมณ์ขอแนะนำกิจกรรมแสนเพลิน ที่วันหยุดคราวนี้ คุณจะได้อารมณ์ดี แถมยังเป็นการกระชับมิตรกับคนใกล้ชิดได้อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว
ลืมไปหรือยัง?
'ตังเต' - สนุกแถมได้ออกกำลังด้วย กับการขีดเส้นเป็นช่อง 12 ช่อง จากนั้นทอยเบี้ย แล้วกระโดดขาเดียวไปเก็บหมากให้ได้
'ตี่จับ' - ฝึกลมปราณไปในตัว เพราะเป็นการแบ่งทีมเป็นสองฝ่าย จากนั้นฝ่ายบุกจะเข้าไปจับอีกฝ่ายมาเป็นทีมให้ได้ แต่ต้องร้อง ‘ตี่’ ให้ทันก่อนหมดลมหายใจ ไม่เช่นนั้นจะโดนจับเสียเอง
'ฮูลาฮู้บ' - สนุกแสนเพลิน แถมยังได้ส่ายเอวบริหารร่างกายสไตล์สาวฮิปปี้
'ขี่จักรยาน' - จะเป็นการปั่นจักรยานแถวบ้าน หรือตามสวนสาธารณะ ก็สนุกและได้เหงื่อไม่แพ้การออกกำลังเลย และยังได้ชวนเพื่อนๆ เพลิดเพลินไปด้วยกัน
'แปะแข็ง' - ชนะแน่ ถ้าได้แปะคนที่เล่นด้วยกันจนครบทั้งหมด แต่ต้องเหนื่อยสักหน่อยนะ เพราะคนที่เล่นด้วยกันยังช่วยแปะคืนกลับมาได้เสมอนี่สิ
'กระโดดยาง' - หาหนังสติ๊กมาร้อยเป็นเส้นยาง แล้วกระโดดข้ามให้ได้ทุกระดับความสูง ไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะต้องไปเป็นคนถือหนังยางเสียแทน
'เป่ากบ' - ง่ายมากๆ แถมยังสนุกอีกด้วย กับการเป่าหนังยางให้ซ้อนกัน หนังยางของใครอยู่ข้างบนก็เป็นฝ่ายชนะ
...นี่ล่ะเคล็ดความสุขง่ายๆ แบบย้อนวันวาน และยังกระชับความสัมพันธ์ได้ดียิ่งกว่าอะไรเสียอีก
| |
|

|
 |
|
Cool Prevention
เท่ได้ ปลอดภัยด้วย
การสวมใส่หน้ากากอนามัยในเวลานี้เป็นเรื่องจำเป็นมากทีเดียว โดยเฉพาะยามที่เราต้องเข้าชุมชน แต่ถ้าหลายๆ คนยังอดห่วงเรื่องความเทอะทะและความไม่สวยเก๋นั้น ลองมาอ่านข้อมูลเหล่านี้
เรื่องของเรื่องก็คือ ไวรัสไข้หวัด 2009 ที่กำลังระบาดในเวลานี้น่ากลัวกว่าที่คิด เพราะมีขนาดเล็กมาก จนทำให้สามารถติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วผ่านการไอ จาม การอ้าปากพูดเสียงดัง และการสัมผัส บางคนถึงกับเชิ้อลงปอดได้ภายในวันเดียว และมีอาการเฉียบพลันได้ทันที เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเรายังไม่มั่นใจว่าเรามีภูมิคุ้มกันเพียงพอ การสวมหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพและกระชับกับใบหน้าพอดี ก็เป็นทางออกที่ค่อนข้างอุ่นใจได้ไม่น้อย
แต่ถ้าคุณกำลังชั่งใจเพราะกลัวความไม่สวย ไม่หล่อละก็ ขอบอกว่าเวลานี้แหละ ที่จะบอกว่าคุณนั้นฉลาดในการป้องกันดูแลตัวเองมากแค่ไหน อย่างในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่นในเวลานี้ก็่กำลังป้องกันอย่างจริงจัง แต่ละคนจึงพกหน้ากอนามัยติดตัวไว้เลยทีเดียว (ใครขึ้นรถไฟฟ้าบ่อยๆ ต้องพกไว้เลยทีเดียว) และยังเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยว่าเราจะไม่เป็นพาหะ และจะไม่กระจายเชื้อหวัด (สำหรับคนที่ติดเชื้อ หรือเป็นหวัดธรรมดาอยู่) ไปยังผู้อื่น
อย่างนี้จะไม่เรียกว่าเท่ได้ยังไงกัน
Tips
- ล้างและฟอกมือด้วยน้ำสบู่ก่อนใส่หน้ากากทุกครั้ง
- ไม่นำหน้ากากที่ใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำเด็ดขาด
- ไม่แนะนำให้ใช้หน้ากากชนิดกระดาษ เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้
| |
|

|
 |
|
HBD Organize It
ลืมวันเกิดใครบ่อยๆหรือเปล่า
รู้อยู่ว่าตารางการทำงานของคุณนั้นแสนจะเร่งรีบ จนหลายๆ ครั้ง ก็เผลอลืมวันสำคัญๆ อย่างวันเกิดของคนใกล้ชิดเอาเสียดื้อๆ อย่างนี้เห็นต้องปฏิวัติกันหน่อยไหม จะได้ไม่เสียทั้งความสัมพันธ์และเพิ่มเทกนิคความจำไปด้วยในตัว
จะว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ดีๆ ระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว เพราะนอกเหนือจากความสุขอบอุ่นที่เผื่อแผ่กันระหว่างคนใกล้ชิดแล้ว ความสัมพันธ์ยังเป็นยาขนานเอก ที่ทำให้เรามีกำลังใจดีๆ ในทุกสถานการณ์อีกด้วย
แต่ปัญหาหนึ่งที่เรามักได้ยินกันอยู่เสมอ (หรือมักเป็นเองอยู่บ่อยๆ) นั่นก็คือการหลงลืมวันสำคัญๆ ไปเสียได้ ยิ่งเป็นวันครบรอบอะไรสักอย่างแล้ว ก็ยิ่งย้อนเวลามอบความรู้สึกดีๆ ในวันหลังอย่างกระอักกระอ่วนใจทีเดียว เพราะฉะนั้นแล้ว เรามาปฏิวัติความหลงลืมกันใหม่ ด้วยการจัดการความจำตามคำแนะนำเหล่านี้กันดู
1.ใช้เครื่องมือสื่อสารให้เป็นประโยชน์
เดี๋ยวนี้เครื่องมือสื่อสารช่วยเราได้มากทีเดียว รู้อย่างนี้แล้วหาเวลาว่างๆมานั่งบันทึกข้อมูลวันเกิด หรือวันครบรอบของคนที่เรารักลงไปให้ครบถ้วน และตั้งเวลาเตือนล่วงหน้า เพื่อที่ว่าเราจะได้มีเวลามองหาของขวัญทันท่วงที
2. เว็บไซต์ก็ช่วยจัดการได้
ถ้าใช้อินเตอร์เน็ตบ่อยๆ การดาวน์โหลดโปรแกรมช่วยจำและตั้งเตือนวันสำคัญๆ ก็ทำได้สะดวกง่ายดาย อาทิเช่น www.birthdayalarm.com, www.freedownloadscenter.com/Best/birthday-alarm.html หรือ www.timeleft.info/birthdayalarm.html เป็นต้น
3. เทคนิคการจดช่วยจำ
วิธีนี้สะดวกและสร้างสรรค์ดีไซน์ได้ตามชอบ เพราะเป็นการจดบันทึกในรูปแบบต่างๆ เช่นถ้าเป็นคนชอบใช้ออร์แกไนเซอร์ ก็ให้บันทึกวันสำคัยล่วงหน้าไปได้เลย หรือถ้าไม่ ก็สามารถดีไซน์บอร์ดน่ารักๆ แล้วบันทึก A Must List แปะไว้กับฝาผนังบ้าน ที่แอบเป็นการตกแต่งไปด้วยในตัว
4. พกสมุด HBD คู่ตัว
ถ้าเป็นคนมีเพื่อนฝูงมากมาย อย่างนี้ต้องรีบหาสมุดคู่กายที่เจาะจงสร้างสรรค์เป็นสมุดวันเกิด HBD หรือ Happy Birth Day Book โดยเฉพาะ แล้วไล่เรียงวันสำคัญของญาติมิตรเพื่อนสหายของเราไว้อย่างครบถ้วน รวมทั้งลิสต์วันดีๆ ของเพื่อนใหม่ไว้ด้วย รับรองเลยว่าคราวนี้คุณจะไม่พลาดวันดีๆ และความรู้สึกดีๆ ต่อกันอีกต่อไป
ขอบคุณภาพ: Real Simple Magazine
| |
|

|
 |
|
DIY Headband
โบฮิตชิ้นสวย ทำเองด้วยดีไหม
ช่วงนิ้ฮิตเหลือเกินกับโบติดผมรูปดอกไม้ขนาดเล็กใหญ่ แต่ถึงจะราคาไม่ถูกไม่แพง และมีหลากหลายดีไซน์ให้เลือกกันทั่วทุกมุมถนน แต่สาวสบายอารมณ์นั้นก็ยังขอเลือกผลงานสวยๆ ฝีมือตัวเองไว้ก่อนอยู่แล้ว
เฮดแบนด์ลุคเก๋ที่เห็นกันไปทั่วในเวลานี้ คงทำให้สาวๆ อดอมยิ้มในความยักษ์ใหญ่ แต่ก็ดูน่ารัก น่าชมไม่ได้ เทรนด์ที่ว่านี้เกิดขึ้นจากนักร้องคนดังอย่าง Katy Perry นี่เอง ที่ชอบแปะก้อนดอกไม้โตๆ บนศีรษะจนกลายเป็นเอกลักษณ์ บวกกับบุคลิกมาดมั่นในลุควินเทจยุค ‘50s ของเธอ เลยทำให้สาวๆ แอบขอใช้สไตล์สุดชิคตามไปด้วย
เอาเป็นว่าสาวไทยที่รูปหน้าค่อนไปทางกลมๆ รีๆ อาจต้องปรับสไตล์กันนิดหน่อยให้เข้าทาง จะติดเก๋ๆ ตรงผมที่มัดไว้หลวมๆ ด้านหลัง ติดทับที่คาดผม หรือจะนำไปติดกับกระเป๋าก็เข้าที และจะยิ่งดีไปใหญ่ ถ้าได้นำของเหลือใช้ในบ้านมาประดิษฐ์ประดอยไว้ใช้เอง เพราะจะได้ทั้งรูปทรงและสีสันตามชอบ รวมทั้งได้ขนาดพอดีกับรูปหน้าเราเองด้วย
แต่ถ้ารอช้าไม่ไหว รอแนะนำของดีใกล้ตัวอย่างผ้าพันคอผืนบางๆ มาโพกผม (แถมยังปกปิดในวันผมยุ่งได้ด้วย) หรือนำริบบิ้นเส้นเล็กๆ มาคาดทับซ้อนสัก 2 – 3 รอบ เท่านี้ก็สวยทันใจ เน้นสักนิดว่าสวยทั้งทีต้องสวยในแบบที่ใช่ คุ้มค่า และเหมาะสมกับเรานั่นล่ะ ดีที่สุด
| |
|
|
Coffee & Mini Blanket
กาแฟร้อนกับผ้าห่ม
แอบไปเห็นงานดีไซน์สวยๆ แถมไอเดียยังเรียบง่ายและใช้ได้จริงกับปลอกแก้วกาแฟร้อนๆ ตามภาพ ผลงานการดีไซน์ของ Go-monkey Design ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เราเห็นแล้วอยากนำมาเป็นไอเดียในการทำใช้เองบ้าง
คุณเป็นอีกคนที่ชอบดื่มกาแฟหรือเปล่า...ถ้าใช่ ก็คงอดเห็นด้วยไม่ได้แน่เชียว ว่าผ้าลวดลายสวยๆ ก็สามารถนำไปประดิษฐ์เป็นที่จับแก้วร้อนๆ ได้ และถ้าจะยิ่งให้สวยงามน่าใช้ ก็ต้องอย่างแบรนด์เก๋ที่เราแอบไปเจอในเว็บฯ ชิ้นนี้นี่ล่ะ (ขายอยู่ที่ 4.5 เหรียญสหรัฐฯ) ที่เอามาบุความหนาอีกหน่อย เย็บตีนตุ๊กแกตรงปลายอีกนิด ก็สามารถพกพาไปไหนมาไหนเองได้ตามสไตล์สาวสบายอารมณ์ เรียกได้ว่าเป็นทั้งความเก๋ไก๋ เรียบง่าย และยังได้ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วยในตัว
ใครสนใจไอเดียดีๆ ลองเข้าไปดูกันได้ที่ www.gomonkeydesign.com รายนี้เขาเป็นงานแฮนด์แมดล้วนๆ ที่ออกแบบได้น่ารักน่าใช้ แต่สำหรับเราๆ คงขอเอาเป็นเพียงแรงบันดาลใจในการนำไปดัดแปลงใช้ เพราะยุคนี้ต้องประหยัดคุ้มไว้ก่อน...จริงไหม
| |
|

|
 |
|
Eating Trend 2009
อัพเดทเทรนด์กินดี
อย่าว่าแต่เทรนด์เรื่องแฟชั่นหรือการแต่งหน้าเลย แม้แต่เรื่องการกินก็ยังมีเทรนด์กับเขาด้วย ในเมื่อโลกนั้นหมุนอยู่ตลอดเวลา ทำให้อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
งานนี้ขอทายว่าหลายๆ คนคงเดาได้ไม่ผิดนัก กับเทรนด์หลายๆ สิ่งในเวลานี้ที่ยังเกาะหนึบกับเรื่องการรักษาสุขภาพ และการใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด การกินก็เช่นกัน ที่เทรนด์โลกยังคงเน้นการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติในการรักษาสมดุล และเทรนด์เหล่านี้ ก็ยังเป็นที่นิยมของคนทุกชนชั้น ที่ปรารถนาสุขภาพดีๆ เป็นของตัวเอง
Vegetarianism Trend
นี่คือเทรนด์ที่อินทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้ กับการรักษาร่างกายให้สะอาดและปลอดภัยจากการงดทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด มีคนดังหลายคนทีเดียวที่เลือก ดูแลร่างกายแนวทางนี้ อาทิ นาตาลี พอร์ตแมน, แบรด พิตต์, นาโอมิ วัตต์, เดมี่ มัวร์ เป็นต้น
Raw Food Trend
คือการทานอาหารผักและผลไม้สดๆ แทนการอาหารปรุงสุกและปรุงรสทั้งหลาย เป็นที่นิยมในการนำมาปฏิบัติสักเดือนละครั้ง เพื่อล้างสารพิษในร่างกาย
Juicing Trend
เป็นการดื่มน้ำผัก หรือผลไม้สดๆ ที่มีเอ็นไซม์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาจเป็นการดื่มทุกช่วงเช้า การจิบบ่อยๆ ระหว่างวัน หรือการดื่มน้ำผักผลไม้แทนการทานอาหารไปทั้งวัน ในวันที่ตั้งใจขับล้างสารพิษโดยเฉพาะ
Growing Your Own Trend
น่าสนุกทีเดียวกับการปลูกผักทานเองในพื้นที่ของเราเอง โดยเฉพาะผักที่ปลูกง่ายๆ และเป็นพืชล้มลุกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาทิ พริก มะเขือ ผักบุ้ง ถั่วงอก เป็นต้น ทำให้มั่นใจได้ว่าสะอาด และปลอดภัย แถมยังเป็นงานอดิเรกที่มีประโยชน์มากด้วย
| |
|

|
 |
|
Let's Paint
น้ำยาทาเล็บ อย่าเพิ่งทิ้ง
สาวๆ ที่ชอบซื้อน้ำยาทาเล็บบ่อยๆ คงหงุดหงิดใจไม่น้อยเมื่อน้ำยาเปลี่ยนสี ทั้งที่ยังใช้ไม่ถึงครึ่ง เอาเป็นว่าถ้าอดเสียดายไม่ได้ สบายอารมณ์ขอแนะนำเคล็ดง่ายๆ ที่ได้ผลสองต่อทีเดียว นั่นก็คือเอาน้ำยาทาเล็บที่คล้ายๆ สีขวดจิ๋วขวดนี้ มาดัดแปลงของใช้ใกล้ตัวเราให้น่าสนใจขึ้นมา
เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อเราไม่อยากทิ้งน้ำยาเคมีเหล่านี้ให้สูญเปล่า แถมยังออกอาการเบื่อๆ เครื่องประดับอย่างกำไลไม้เก่าๆ กับต่างหูที่ใช้มานานข้ามปี แต่พอได้เหลือบเห็นน้ำยาทาเล็บวางรายเรียงกัน แถมคล้ายๆ จะเริ่มเปลี่ยนสีเสียด้วย เราเลยลองนำมาทาเครื่องประดับซะใหม่ ออกแบบลวดลายตามชอบ ปรากฎว่าเราได้เครื่องประดับหน้าตาสวยเก๋ไม่ซ้ำใครขึ้นมาทันที
แต่บอกไว้นิดว่า ถ้าเครื่องประดับทำจากโลหะหรือหพลาสติก ก็สามารถใช้น้ำยาล้างเล็บล้างออกแล้วทาใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นงานไม้แล้วละก็ ขอแนะนำให้ลงลวดลายให้แน่ใจก่อนลงสี เพราะจะล้างออกยาก นอกเสียจากทาทับไปเลย
ใครลองแล้วติดใจ อาจดัดแปลงโน่นนี่ได้อีกตามชอบ อย่างถ้าเบื่อต่างหูคู่เล็กๆ คู่เก่า ก็ลองทาสีด้วยน้ำยาทาเล็บตามชอบจากนั้นแกะแป้นออก แล้วนำไปติดกาวกับกำไลไม้ (ที่ก็ลงสีใหม่เป็นที่เรียบร้อย)ก็จะได้กำไลชิ้นใหม่ขึ้นมา จนคุณจะอดภูมิใจไม่ได้เลยละว่า นี่ล่ะผลงานสร้างสรรค์สุดเก๋ของเรา แถมยังเป็นการไม่สร้างขยะให้โลก เพราะเราได้นำของที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงเป็นของใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
แถมยังชวนเผลอให้ลงสีตามของใช้อื่นๆ ตามไปได้ด้วยนะ
ภาพ: BUTTER LONDON Nail Lacquer
| |
|

|
 |
|
Green Packaging
ใช้บรรจุภัณฑ์ช่วยโลกกันเถอะ
เห็นชื่อเรื่องแล้ว อย่าพึ่งนึกไปถึงบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตเท่านั้นที่จะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะล่าสุด TCDC - สำนักศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ได้จัดนิทรรศการน่าสนใจภายใต้ชื่อ ‘บรรจุภัณฑ์รัก/รกโลก’ ที่เราชาวสบายอารมณ์ได้แวะไปชมนิทรรศการนี้มา และได้แง่คิดกลับมามากมายเลยว่า เราทุกคนมีส่วนในการทำให้โลกเราหนักอึ้งด้วยขยะและภาระกันทุกคน
แต่เรื่องดีก็คือ ในเมื่อเราเป็นคนสร้างสรรค์และเป็นคนใช้งาน ก็ต้องเป็นเรานี่แหละ ที่สามารถช่วยกันได้ในการกลับมานั่งทบทวนกันสักนิด ว่าวัสดุบรรจุภัณฑ์ชนิดไหนที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ (หรือใช้ซ้ำ) หรือมีวิธีการอะไรอีกบ้าง ที่เราจะสามารถช่วยกันลดขยะให้โลกได้ ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า เราก็ยังเลี่ยงการบริโภคได้ยาก แต่ทำยังไง ถึงจะใช้วัสดุที่มีอย่างคุ้มค่าและลดภาระให้คนอื่นมากที่สุด
เอาเป็นว่าขณะที่เราๆ กำลังนึกไตร่ตรองช่วยกันอยู่นั้น สบายอารมณ์ขอนำแง่มุมบางส่วนในนิทรรศการมาฝาก เผื่อว่าจะได้ขับแรงจูงใจดีๆ ให้เราเริ่มลงมือตั้งแต่ตอนนี้กันเลย
1. 35 เปอร์เซ็นต์ของขยะในประเทศไทยมีการจัดการอย่างถูกต้อง และเพียง 19 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล
2. หากนำถุงพลาสติกที่คนไทยใช้ 1 ปีมาเรียงต่อกัน จะเท่ากับระยะทางจากโลกไป-กลับดวงจันทร์ถึง 7 รอบ!
3. คนไทยที่มีอายุยืนถึง 100 ปี จะสร้างขยะไว้บนโลกนี้ได้ถึง 24 ตัน
4. ทุกๆ 15 นาที ชาวอเมริกันจะทิ้งแก้วกระดาษจำนวน 410,000 ใบ
5. บังคลาเทศเป็นประเทศแรกของโลก ที่ออกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกทั่วประเทศอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ปี2545
6. ในประเทศอังกฤษ มีหน่วยงานรับร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น
7. ร้านแมคโดนอลในออสเตรเลียและสวีเดน ใช้แต่จาน-ชาม และมีด-ส้อมจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
8. กลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในกระบวนการแยกขยะ และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของไทยคือ ซาเล้ง คนเก็บขยะ และร้านรับซื้อของเก่า
9. ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นไป หน่วยงานราชการไทยทุกแห่ง จะซื้อเฉพาะสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
10. ในประเทศจีน ถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.025 มล. ห้ามผลิต จำหน่าย และใช้ และหากผู้ซื้อต้องการถุงพลาสติกในร้านค้า จะถูกเก็บสตางค์แยกต่างหาก
11. คนไทยทิ้งขยะบรรจุภัณฑ์ปีละ 4,500,000 ตัน คิดเป็น 31 เปอร์เซ็นต์ของขยะมูลฝอยทั้งหมด
12. แก้วสามารถนำไปรีไซเคิลได้เป็นล้านครั้ง แต่ใช้เวลาเป็นล้านปีในการย่อยสลาย
13. ถ้วยพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาประมาณ 450 ปี ในการย่อยสลายตามธรรมชาติ
14. การรีไซเคิลพลาสติก ใช้พลังงานน้อยกว่าการรีไซเคิลกระดาษถึง 91 เปอร์เซ็นต์
15. ทุก 1 นาที จะมีการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียม 350,000 ใบ แต่หากนำกระป๋องไปรีไซเคิล จะประหยัดพลังงานในการผลิตไปได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์
16. พลังงานที่ใช้ผลิตขวดพลาสติกใหม่ 1 ใบ ใช้รีไซเคิลขวดพลาสติกได้ 8 ใบ
17. แต่ละวัน โคนับร้อยตัวในอินเดียล้มตาย เพราะกินถุงพลาสติกที่ถูกทิ้งตามท้องถนน
| |
|

|
 |
|
Hype Design + High Idea
ดีไซน์ - ออกกำลังกาย ไปกันได้
คนรักการออกกำลังที่เปี่ยมด้วยรสนิยม และอดห่วงเรื่องความสวยความไม่ได้ คงจะอดใจไม่ไหวทีเดียวกับการอัพเดทเรื่องเทรนด์งานออกแบบของใช้ต่างๆ
และถ้ายิ่งได้ของสวยเก๋น่าใช้ ที่ช่วยถนอมโลกจากการใช้วัตถุดิบที่สามารถย่อยสลายหรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วยละก็ เชื่อเลยว่าเราๆ คงอดเหลียวไม่ได้ ก็ดีเยี่ยมครบทุกด้านขนาดนี้ เป็นใครจะอดใจสนับสนุนไม่ไหว ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างดีไซเนอร์ระดับโลกอย่างสเตลล่า แมคคาร์ทนี่ ที่ชูมือสนับสนุนการใช้วัตถุดิบที่ไม่เบียดเบียนสัตว์ หรืออย่างกระเป๋าออกกำลังกายหลายๆ แบรนด์ ก็ออกมาผลิตรุ่นโลกร้อนด้วยเนื้อผ้าออร์แกนิกน่าใช้
และสำหรับสาวนักปั่น นักวิ่ง หรือแม้แต่สาวโยคะก็ตามแต่ เราขอแนะนำให้ลองพกขวดน้ำติดตัวระหว่างการออกกำลังไปด้วย การจิบน้ำทีละนิดจะช่วยเติมน้ำที่สูญเสียไป และยังได้ดีท็อกซ์ของเสียออกไปด้วย แทนที่จะโหมดื่มทีเดียวหลังออกกำลังกาย และถ้าให้เก๋ไก๋ได้ใจยิ่งขึ้น ลองมองหาขวดน้ำที่สามารถเติมได้แทนการซื้อน้ำเปล่าบรรจุขวดที่เป็นการเพิ่มขยะทุกครั้งที่โยนทิ้ง และถ้ายิ่งได้ขวดดีไซน์สวยๆ และใช้วัสดุที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยละก็ งานนี้นับว่าเป็นสาวน้ำใจนักกีฬาตัวจริงเสียงจริงทีเดียว
Klean Kanteen เป็นอีกแบรนด์ที่เรานึกถึง หากกล่าวถึงแบรนด์ที่ใส่ใจทั้งเรื่องดีไซน์และสิ่งแวดล้อม ทั้งขวดน้ำหน้าตาเก๋จัดเหล่านี้ยังผลิตมาจากสแตนเลสที่แข็งแรงมากทุกใบ และผ่านการคิดค้นหลายขั้นตอนเพื่อให้ได้มาตรฐาน มีน้ำหนักเบา ทนทาน ใช้งานง่าย เก็บอุณหภูมิไว้ได้นาน และยังทำให้น้ำมีรสชาติดีอีกด้วย (?) แต่อะไรๆ คงไม่น่าสนใจเท่ากับการช่วยโลก ที่เขาเน้นมาว่า ‘high environmental and fair labor standards’ และยังบริจาค 1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ (จากการเซลล์ประจำปี) ให้กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม
บ้านเรามีแบรนด์ที่เน้นๆ เรื่องสิ่งแวดล้อมแบบนี้บ้างไหมนะ?
ภาพ: Klean Kanteen
| |
|

|
 |
|
Green Beauty Bible
ไบเบิ้ลฉบับความงาม
ถึงยุคนี้สื่อเว็บไซต์จะมาแรงแซงโค้งนำหน้าสิ่งพิมพ์ทั้งหลาย แต่เราหลายๆ คนก็ยังอุดหนุนหนังสือดีๆ กันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะหนังสือฮาวทูทั้งหลาย ที่ยังคงนิยมไม่เสื่อมคลาย
และยิ่งหากมองเรื่องอินๆ ด้วยแล้ว ยุคนี้คงไม่มีอะไรเกินเรื่องกรีนๆ แนวรักษาสิ่งแวดล้อมที่นับเป็นลมหายใจเข้าออกของคนยุคใหม่เลยทีเดียว นั่นก็เพราะเป็นกิจกรรมที่เราลงมือทำกันได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ เรื่องความงามที่สาวๆ สามารถช่วยโลกได้ ด้วยการดูแลตัวเองแบบไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม รู้จักจับจ่าย และที่สำคัญรู้จักความสวยที่แท้ นั่นคือความสวยที่มีคุณค่า และยังสวยทุกมิตินั่นก็คือสวยที่ตัวเองและเผื่อแผ่ไปยังผู้อื่นด้วย
นั่นเลยทำให้เราได้เห็นหนังสือหัวข้อดีๆ เล่มนี้ ที่ชื่อว่า ‘The Green Beauty Bible: The Ultimate Guide to Being Naturally Gorgeous’ เขียนโดย ซาร่าห์ สเตซีย์ และโจเซฟีน แฟร์ลี ที่เน้นย้ำถึงการใส่ใจตัวเองด้วยการรู้จักเลือกสิ่งที่ใช่สำหรับผิว เช่นเดียวกับที่เราเลือกอาหารที่กิน เพราะผิวเราจะซึมซับสารต่างๆ ในเครื่องสำอางลงไปถึงกระแสเลือด! และคนเราส่วนมากยังมีผิวบอบบางสูงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะยังมองหาครีมราคาแพงที่อัดแน่นด้วยสารเคมีอยู่ต่อได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ดี กลับเป็นของดีจากธรรมชาติที่ราคารไม่สูงนักมากกว่า
เอาเป็นว่าสองนักเขียนจะลงลึกไปถึงอะไรบ้างนั้น ลองไปมองหากันได้ที่ร้านเอเชีย บุ๊คส์ (ราคา 1,495 บาท) อย่างน้อยๆ เราคงได้ไอเดียตำรับกูรูไว้พกใช้กับผิวเราบ้างไม่มากก็น้อย
| |
|

|
 |
|
Eco notebook
สมุดบันทึกจากใบไม้๋
สาวนักเขียนคงถูกใจใหญ่
เพราะสมุดบันทึกดีไซน์สวยๆ มีให้เลือกมากมายเสียจริงตามช็อปต่างๆ ในบ้านเราเวลานี้ แถมถ้าเกาะติดสถานการณ์กันดีๆ เรายังพบว่าสมุดสวยๆ แบบนี้ก็มีเทรนด์ของมันเหมือนกัน เช่นยุคหนึ่งที่เน้นแนวดิสโก้ เรโทรชิค ยุคก่อนโน้นก็เป็นการทดลองค้นหาวัสดุใหม่ๆ มาลองใช้ ไม่ว่า เหล็ก ผ้า หรือ อลูมิเนียม ที่วัยรุ่นชอบใจกันยกใหญ่
แต่สำหรับยุคนี้ที่ปฏิเสธความแรงไม่ได้เลย นั่นก็คือเทรนด์ Back to Nature ที่เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติด้วยวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งคุมทั้งคอนเซ็ปต์เลยก็ว่าได้ เพราะรวมไปถึงดีไซน์ปก กระดาษข้างใน และการไสกาวหรือการเย็บด้าย ที่ทุกขั้นตอนเน้นการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติล้วนๆ
อย่างภาพสมุดบันทึกสวยๆ ที่เรานำมาฝากนี้ ก็เป็นผลงานน่าสนใจของ Willoughby Design บริษัทดีไซน์ชั้นนำของอเมริกาที่เสนอแนวทางการทำผลงานจากใบไม้ธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนว่าสามารถรีไซเคิลได้ หรือย่อยสลายได้ แต่ไม่ทิ้งดีไซน์เก๋ๆ และความหรูหรา มีไสตล์ เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่สาวนักเขียนทั้งหลายคงให้ความสำคัญกันไม่น้อย
ถึงจะมีขายในอเมริกา แต่แนวทางการดีไซน์แบบนี้คงหาได้ไม่ยากในบ้านเรา (ของไทยๆ ก็มีเก๋เยอะไป) เอาเป็นว่าถ้าสมุดบันทึกของคุณได้เวลาเปลี่ยนเล่มแล้วละก็ คอนเซ็ปต์รักษ์โลกแบบนี้คงโดนใจคุณอยู่บ้างจริงไหม?
| |
|

|
 |
|
'Cheap' is a new Chic
ประหยัดสิเก๋
คำว่า ‘เศรษฐกิจไม่ดี’ คงเป็นคำฮอตฮิตติดปากที่สุดแล้วในยุคนี้
จนพลอยทำให้ใครต่อใครต้องคอยประหยัดงบถันถ้วนหน้า แถมรวมไปถึงเรื่องสวยๆ
งามๆ อย่างบิวตี้และแฟชั่น ที่ในที่สุดก็ได้เกิดค่านิยมใหม่ๆ ตามมาด้วย
ค่าที่นิยมที่เรากำลังจะบอกก็คือ
ยุคนี้ของดีของแพงใช่ว่าจะเป็นเรื่องเก๋ไก๋ น่าสนใจเสมอไป
แต่เทรนด์ยุคใหม่ที่ว่าเก๋จริง ต้องเป็นของดีราคาประหยัด
และต้องเข้ากันกับคนสวมใส่ด้วย แหล่งช้อปที่น่าจับตาที่สุดเวลานี้
เลยข้ามผ่านห้างสรรพสินค้าไฮเอ็นด์ไปก่อน และไปหยุดที่ข้าวของแฮนด์เมด
ตลาดมือสอง และตลาดข้างๆ ออฟฟิศ ที่รวมของดีราคาถูกให้ได้ช้อปแบบจุใจ
จะว่าไปแล้วไอเดียแบบนี้ดีต่อกระเป๋าสตางค์ไม่น้อยเลย สาวๆ
หลายคนยังบอกด้วยว่าเป็นการฝึกวิทยายุทธ์ในการบริหารวิชาแฟชั่นไปในตัว
คนที่เก๋ที่สุดเลยกลายเป็นคนที่รวมงบแบบศีรษะจรดปลายเท้าได้น้อยที่สุด
(แต่ยังดูดีที่สุด)
รวมทั้งคนที่ดัดแปลงข้าวของที่มีในตู้เสื้อผ้าให้น่าสนใจ (วิธีนี้ (Reuse)
ช่วยเรื่องภาวะโลกร้อนได้ด้วยนะ)
เพราะแม้ว่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบเก่งของคุณจะยังคงอยู่ แต่ถ้าดูแลรักษาดีๆ
ก็สามารถเอามาถือใช้ได้นาน
นอกไปจากนี้ แบรนด์แฟชั่นเก๋ๆ หลายๆ แบรนด์
ต่างก็ออกมาชักธงร่วมขบวนด้วย
โดยการลดต้นทุนสักนิดแล้วปรับกลยุทธ์มาจับกลุ่มล่างพร้อมสนนราคาเบากระเป๋า
ให้เราได้สบายใจ (แต่ยังได้สวยเหมือนเดิม) นี่ล่ะยุคสวยฉบับประหยัดของแท้
ที่หลายๆ คนแอบเห็นด้วยกันยกใหญ่ | |
|

|
 |
|
6 Hottest Green Celebs
คนดังหัวใจกรีน
คนดังทั่วโลกในเวลานี้ ขอเทใจให้กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมกับเขาเหมือนกัน และยังออกมาเป็นตัวแทนให้คนรุ่นใหม่ๆได้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยว่า เราทุกคนช่วยกันได้ อย่าง 6 คนดังเหล่านี้ที่น่าชื่นชมทั้งผลงานและกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นที่สุด
แบรด พิตต์
สร้างชื่อมาตั้งแต่การลงมือช่วยผู้ประสบภัยจากพายุคัทรีน่า จนต่อมาได้บริจาคเงินช่วยเหลือ 5 ล้านเหรียญสหรัฐกับองค์กร Make It Right และยังอุปถัมป์โครงการบ้านสีเขียวที่แบรดหวังว่าจะช่วยผู้ประสบภัยได้ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนเรื่องสิ่งแวดล้อมไปในตัว
ฮิลลารี ดัฟฟ์
เป็นดาราสาวใจบุญอีกคนที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุดังกล่าว และยังช่วยเหลือโครงการ Return to Freedom ด้วยการเป็นฑูตรณรงค์ให้ม้าป่าได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ อีกหนึ่งองค์กรด้านการอนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมที่ดัฟฟ์ไม่ลังเลที่จะร่วมมือ
ลีโอนาโด ดิคาปริโอ
เอาจริงเอาจังกับเรื่องสิงแวดล้อมน่าดู อย่างการผลิตสารคดีภาพยนตร์สิ่งแวดล้อมเรื่อง 11th Hour ที่ดิคาปริโอลงมือเขียนบทเอง ร่วมผลิตเอง และบรรยายเอง นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในรายการ Eco-Town จำนวน 13 ตอนทางช่องดิสคัฟเวอรี่ ที่เขาจะพูดถึงการผลกระทบจากทอร์นาโดในรัฐแคนซัสอีกด้วย
จอร์ช ฮาร์เนต
นอกจากผลงานน่าจับตา หนุ่มหล่ออย่างฮาร์เนต ยังให้การสนับสนุนโครงการ Global Cool ในการรวบรวมคนจำนวนพันล้านคนกับการร่วมมือกันในการลดสร้างก๊าซคาร์บอนฯ ที่เราสร้างขึ้นในชีวิตประจำวัน และเป็นสาเหตุของการทำลายชั้นบรรยากาศโลก
นาตาลี พอร์ตแมน
สร้างชื่อมานานถึงความสวยที่เฉลียวฉลาด และยังลดละการทานเนื้อสัตว์ด้วยการเป็นสาวมังสวิรัติตัวจริง เท่านั้นไม่พอ เธอยังออกไลน์รองเท้าเป็นของตัวเองและพิเศษตรงที่เป็นรองเท้าเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วย รวมทั้งสร้างภาพยนตร์สารคดีในชื่อ Saving a species: Gorillas on the Brink ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ลิงกอริลล่าในหุบเขาแอฟริกา
โทบี้ แมคไกว
หนุ่มสไปเดอร์แมนนี้อาจทำให้คุณไม่คาดฝันว่าเป็นชาวมังสวิรัติกับเขาด้วย และยังยาวนานมากว่า 15 ปีแล้ว นอกจากการสนับสนุนการลดทานเนื้อสัตว์แล้ว โทบี้ยังยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะไม่ใช้เครื่องหนังโดยเด็ดขาดทั้งในการแต่งตัวและการตกแต่งบ้าน (ใครสวมเข้าบ้านก็ห้ามขาด!) เพราะเป็นการระรานสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติชนิดที่โทบี้ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
| |
|