 |
|
อย่าบอกนะว่าคุณกำลังเครียด ถ้าไม่ลองยิ้มเสียบ้าง...
รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวๆ ก็เปรียบเสมือนอัญมณีราคาแพงที่สามารถนำมาประดับใบหน้าได้โดยไม่ต้องซื้อหา และเป็นที่ทราบกันว่า รอยยิ้มที่สดใสนั้นเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตร ทำให้โลกสดใสขึ้นจนผู้อื่นที่อยู่รายรอบเกิดความไว้วางใจ อยากจะเข้ามาทำความรู้จักพูดคุยด้วย จึงไม่แปลกที่สาวๆ ที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตลอดเวลาจะมีเสน่ห์และสามารถสร้างความประทับใจต่อผู้ที่พบเห็นได้ไม่แพ้การใช้เมคอัพหลากสีสันเลยทีเดียวค่ะ |
|
ในยุคโลกร้อน ผู้คนเร่งรีบจนไม่มีเวลาแม้แต่จะหันมายิ้มให้กัน ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน รวมไปถึงการให้อภัยกันดูเหมือนจะเลือนราง และกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งไปแล้วในสังคมไทยเรา ลองสังเกตดูง่ายๆ จากออฟฟิศของเราที่นั่งทำงานอยู่ทุกวันนี้เอง ปัญหาต่างๆ ในการทำงาน บางครั้งก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปกว่าที่เราและเพื่อนร่วมงานจะช่วยกันแก้ไขได้ แต่ด้วยความที่ต้องการเอาชนะกัน ไม่ยอมลดราให้แก่กันจึงทำให้เกิดการโต้แย้งที่รุนแรง จนอาจจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต ในทางกลับกันนั้นถ้าเราหันมายิ้มให้แก่กัน ค่อยๆ อธิบายเหตุผล และลำดับความคิด ช่วยกันแก้ปัญหา และเต็มใจยอมรับความบกพร่องของตนเอง และผู้อื่นอย่างจริงใจ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น เห็นไหมล่ะคะว่าการยิ้มแย้มทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ลดปัญหาความขัดแย้ง อุปสรรค และอคติต่างๆ ที่มีอยู่ให้หมดไปได้ สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นขึ้น
เพิ่มรอยยิ้ม เพิ่มความสุข
• ยิ้มป้องกันโรคภัย
จากการวิจัยในแบบยิ้มๆ พบว่าการยิ้มทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ช่วยบำรุงสมอง สามารถช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะจิตใจเป็นสุข รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์จึงดี และช่วยให้มองโลกในแง่ดีขึ้น การยิ้มกว้างๆ เพิ่มรอยย่นมุมปาก เป็นการเพิ่มรูปลักษณ์ด้านบวกยิ่งทำให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้น นอกจากนี้การยิ้มในเวลาที่เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันยังช่วยเพิ่มความกล้าหาญในจิตใจด้วย ช่วยให้มีความกล้าและมีพลังในการที่จะชนะอุปสรรคต่างๆ มากขึ้น หรือที่เรียกว่า ยิ้มได้เมื่อภัยมานั่นเองค่ะ
• ยิ้มกับครอบครัว
สำหรับครอบครัวที่นิยมชมชอบหยิบยื่นรอยยิ้มให้กันและกันนั้น จะช่วยให้บ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศสดชื่นน่าอยู่ ปลอดโปร่ง ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความรักความผูกพันเพิ่มขึ้น ถ้อยทีถ้อยอาศัย พร้อมที่จะร่วมเผชิญปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ด้วยกัน เกิดเป็นความอบอุ่นใจ และมีความสุข รอยยิ้มที่แจ่มใสจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความบาดหมาง และลดปัญหาต่างๆ ในครอบครัวให้น้อยลง ส่งผลให้เด็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัวสุขสันต์นี้กลายเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมต่อไปอีกด้วยค่ะ
• ยิ้มสร้างมิตรภาพ
คงไม่มีใครที่อยากจะเดินเข้าไปพูดคุยกับคนที่หน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมล่ะคะ ลองหัดยิ้มแย้มแบบจริงใจให้เป็นนิสัยจะสามารถสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู และทำให้เราน่าคบหามากยิ่งขึ้น จนอาจนำพามิตรภาพจากเพื่อนดีๆ มาสู่ตัวเราได้อย่างมากมาย
เราสามารถ ยิ้มให้กับครอบครัว ยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้กับคนรัก หรือแม้กระทั่งยิ้มให้กับตนเอง เพื่อเป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม สร้างสังคมน่าอยู่ที่มีแต่รอยยิ้มและความสุข ให้สมกับที่เมืองไทยของเราเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มตลอดไป
| |
|
 |
สิ่งที่วิเศษที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้ที่ผู้หญิงทุกคนภาคภูมิใจก็คือความเป็น “แม่” เราคงไม่อาจจะตอบแทนพระคุณของแม่ได้หมดสิ้น คงสรรหาคำบรรยายความรู้สึกทั้งหมดในโลกนี้ที่มีต่อแม่ได้ไม่เพียงพอ แต่เราสามารถระลึกและรักแม่ได้ทุกวันที่มีลมหายใจอยู่ |
|
เพราะความรักของแม่นั้นมากมายเหลือเกิน เป็นความรักที่บริสุทธิ์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ กลับคืน เพียงแต่หวังว่าขอให้ลูกของแม่นั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีชีวิตที่มีความสุขเท่านั้นเอง ก่อนจะถึงวันแม่ในปีนี้ สบายอารมณ์จึงอยากจะชวนสาวๆ ทุกท่าน หวนรำลึกถึงวันแม่ เพื่อสานสัมพันธ์ความอบอุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และวันแม่ปีนี้จะกลับไปกอดแม่ และมอบดอกมะลิแทนใจจากลูกๆ ทุกคน
วันแม่ มีความเป็นมาที่กล่าวสืบต่อกันมาว่า นางแอนนา เอ็ม. จาร์วิส ครูชาวอเมริกันแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ใช้ความพยายามร่วมสองปีเพื่อเรียกร้องให้มี “วันแม่” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปี พ.ศ. 2457 ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ได้กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” และให้ใช้ “ดอกคาร์เนชั่น” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี 2 ลักษณะคือ ถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว
วันแม่ในประเทศไทยนั้น จัดขึ้นครั้งแรกโดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องงดจัดในปีต่อไป และต่อมาหลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นจัดขึ้นอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงมีการเปลี่ยนกำหนด“วันแม่”หลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีประกาศรับรองให้วันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันแม่ โดยเรียกว่า “วันแม่ของชาติ” และมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นครั้งแรก มีการตอบรับจากหน่วยงานและประชาชนด้วยดี จึงมีการจัดงานวันแม่กันอย่างกว้างขวางในปีต่อๆ มี และจัดให้มีกิจกรรมการประกวดแม่แห่งชาติ และคำขวัญวันแม่อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ทางราชการได้เปลี่ยนวันแม่ใหม่ โดยให้ถือว่าวันที่ 12 สิงหาคม อันเป็น วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็น “วันแม่แห่งชาติ” และกำหนดให้ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่
“ดอกมะลิ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ที่มีความหมายลึกซึ้ง เนื่องจากดอกมะลินั้นแสดงถึงความรักของแม่ที่งดงามดุจดังดอกไม้ มีสีขาวบริสุทธิ์ ผุดผ่อง และอ่อนโยน มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง นอกจากนี้ มะลิอาจจะเป็นดอกไม้ที่เราพบเห็นได้ง่ายๆ นิยมนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยถวายพระ เพราะมีกลิ่นหอมพิเศษ และมีสีขาวบริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีประโยชน์รวมถึงใช้เป็นพืชสมุนไพรรักษาโรคได้ เช่น มะลิซ้อนดอกสดใช้รักษาโรคตาเจ็บ แก้ตัวร้อน แก้หวัด “ดอกมะลิแห้ง” ใช้ปรุงเป็นสารแต่งกลิ่น “ใบมะลิสด” นำมาตำให้ละเอียดจะช่วยรักษาแผลพุพองและแผลฝีดาษ “ต้นมะลิ” ใช้รักษาโรคคุดทะราด ขับเสมหะและโลหิต “ราก” นำมาฝนใช้แก้ปวด รักษาโรคร้อนในและอาการเสียดท้อง เป็นต้น
วันแม่ในปีนี้นำพวงมาลัยดอกมะลิสักพวง หรือช่อดอกมะลิสักช่อ หรือไม่ต้องเอาอะไรไปด้วยเลย เพียงแต่กลับไปหาแม่ แล้วแสดงความรู้สึกรักความห่วงใยต่อท่านให้ท่านชื่นใจก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ | |
|
 |
ใครๆ ก็คงจะไม่ปฏิเสธหรอกค่ะว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งความเร่งรีบขนาดไหน รีบตื่นนอน รีบแต่งตัว รีบทานข้าว รีบไปทำงาน รีบประชุม รีบกลับบ้าน ชีวิตที่มีแต่คำว่ารีบเร่ง ที่เหลือก็คือผลลัพธ์ให้กับร่างกายและจิตใจด้วยคำว่าเหนื่อยล้า จนเราละเลยที่จะหันกลับมามองดูสิ่งรอบข้าง ความสัมพันธ์กับคนรอบกาย แม้กระทั่งการดูแลตัวของเราเองไปหรือเปล่า |
|
บ่อยครั้งที่เราปล่อยให้ความเร่งรีบมาเป็นสิ่งบดบังความสวยงามที่มีอยู่รายรอบตัวเรา ส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงตามไปด้วย นอกจากนี้การใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ยังเป็นสาเหตุของโรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า Hurry Sickness Syndrome ซึ่งมักจะมีอาการหัวใจเต้นรัวและเร็ว ใจสั่น หายใจไม่ทันจนหอบ ส่งผลให้แขนขาหมดแรง รวมทั้งมีผลต่ออารมณ์ตามมา ทำให้เป็นคนใจร้อน ขี้โมโหเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ ฉุนเฉียวง่ายกับเรื่องที่ไม่ทันใจ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคเครียด โรคไมเกรน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
เพราะฉะนั้นเทรนด์ใหม่ในการใช้ชีวิตให้ช้าลง Slow Living จึงเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งได้มีการตั้งกลุ่มหรือสมาคมชะลอเวลาขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนหันไปตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ สงบงาม และเรียบง่าย และมองเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตช้าๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทำอะไรที่เชื่องช้า หากแต่เป็นเรื่องของการเอาใจใส่ให้กับรายละเอียดของชีวิตเพิ่มมากขึ้น มองเห็นคุณค่าของชีวิต ใส่ใจกับคนรอบข้าง นอกจากนี้การใช้ชีวิตให้ช้าลงนั้นจะทำให้คลื่นสมองช้าลงไปด้วย ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่าคลื่นสมองที่ช้าลงนั้นสามารถทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งผลให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าเราก็เป็นคนหนึ่งเช่นกันที่กำลังใช้ชีวิตแบบเร่งรีบสุดโต่งจนเป็นผลให้เกิดความเครียดถามหา ลองหันกลับมาใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น กำหนดสติกับทุกสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะนำมาสู่สุขภาพที่ดีขึ้น
หลากหลายวิธีให้ชีวิตช้าลง
• หายใจให้ช้าลง เป็นการเริ่มต้นการใช้ชีวิตให้ช้าลง โดยการผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ตั้งสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ รู้สึกตัวว่ากำลังจะทำอะไรอยู่ตลอดเวลา จะช่วยทำให้ใจเย็นลง และมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น
• เปลี่ยนนาฬิกาชีวิตเสียใหม่ พยายามเข้านอนให้ตรงเวลาและไม่ดึกมาก เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และตื่นตั้งแต่เช้าตรู่อย่างสดชื่น และมีเวลาเพียงพอเพื่อเตรียมตัวทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่เร่งรีบ
• เป็นเพื่อนกับธรรมชาติ หาเวลาว่างไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่สวนสาธารณะบ้าง มองดูพื้นที่สีเขียวที่โปร่งโล่ง สบายตา หรือบรรยากาศผ่อนคลายรอบๆ ตัว
• ถ้าปล่อยวาง ก็ผ่อนคลาย ไม่เก็บเรื่องที่ไม่สบายใจมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนอยู่ในหัว จะเป็นการเพิ่มความขุ่นมัวให้กับจิตใจ ปล่อยวางปัญหาลงบ้าง แล้วค่อยมองหาทางแก้ไข
• กินอยู่อย่างเรียบง่าย ทำอาหารรับประทานเองอย่างง่ายๆ สะอาดและปลอดภัยไม่ต้องมีเครื่องปรุงรสมากนัก เพื่อจะได้รับรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหาร พร้อมทั้งเคี้ยวให้ช้าลงเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
• ออกกำลังกายอย่างช้าๆ เดิน วิ่ง หรือ โยคะ อย่างช้าๆ รวมทั้งกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อการเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น
• ใช้ชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองทำสิ่งต่างๆ เองบ้าง เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อรอจนออกดอกแล้วนำไปใส่แจกัน หรือใช้บูชาพระ หรือปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเอง ใช้เวลาที่ต้องดูแลพืชผักเพื่อได้ใกล้ชิดกับตัวเองและธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น งดน้ำอัดลมและเครื่องดื่มปรุงแต่งต่างๆ แล้วดื่มน้ำเปล่าตลอดวันเพื่อความสดชื่นของร่างกาย หรือใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ที่ไม่ต้องรีดดูบ้าง
จริงๆ แล้วนั้นการใช้ชีวิตให้ช้าลงไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับสังคมเราสักเท่าไหร่ เพราะเป็นวิถีชีวิตไทยๆ ในอดีตที่เราคุ้นเคยกันดี เพียงแต่ถ้าเราหันกลับไปใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้มากขึ้น ก็จะสามารถทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจดีขึ้นตามมาค่ะ | |
|
 |
เคยคิดไหมว่าเครื่องฟอกอากาศที่ติดตั้งอยู่ในออฟฟิศของเราทุกวันนี้ จะสามารถฟอกอากาศเสียให้เปลี่ยนเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้หมดจดแน่หรือ คงไม่ดีแน่ถ้าเราจะฝากสุขภาพปอด และสุขภาพร่างกายไว้กับเครื่องฟอกอากาศกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เพียงเครื่องเดียว แล้วอย่าลืมนะว่าเราต้องนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศถึงครึ่งค่อนวัน เพราะมลภาวะทางอากาศในออฟฟิศนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอากาศภายนอกสักเท่าไรนัก เพียงแต่เราลืมที่จะสังเกตมันเองต่างหาก การระบายอากาศที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ สารเคมีจากหมึกพิมพ์ ฝุ่นละอองจากกองเอกสาร
เหล่านี้ล้วนเป็นภัยเงียบที่พร้อมจะบั่นทอนสุขภาพของเราอยู่ทุกวัน |
|
คงไม่มีวิธีไหนที่เวิร์คที่สุดในการปราบเจ้าพวกอากาศเสียรอบๆ โต๊ะทำงาน ได้ดีไปกว่าการเพิ่มเครื่องกรองอากาศจากธรรมชาติ อย่างเช่นการปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากจะสีสันสวยงาม ไว้ชมเพื่อคลายเครียดยามงานหนักล้นมือแล้ว ต้นไม้ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับออฟฟิศในทุกวันนี้ เพราะว่าอาคารส่วนมากเป็นสถานที่ปิดขนาดใหญ่ มีโอกาสสูงที่จะเป็นแหล่งผลิตเชื้อโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคภูมิแพ้ หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วคายออกซิเจนออกมา ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องกรองอากาศชั้นดี และยังถือเป็นเคล็ดที่ไม่ลับสำหรับคนทำงานเลยว่าจะช่วยทำให้สูดลมหายใจได้อย่างเต็มปอด ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น และแน่นอนว่าผลงานดีๆ ก็ไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน
ถ้าโต๊ะทำงาน หรือออฟฟิศของใครยังว่างอยู่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะไปเตรียมช้อปต้นไม้มาเพิ่มความเขียวขจี และความสุนทรีย์จากสีสันของธรรมชาติให้สบายตาสบายใจกันดีกว่า ว่าแต่ว่าควรจะเลือกซื้อต้นไม้ที่มีคุณสมบัติเติบโตได้ดีเมื่ออยู่ในอาคารที่มีแสงน้อย และบำรุงดูแลรักษาได้ไม่ยาก เรียกได้ว่าทนไม้ทนมือกับ
ไลฟ์สไตล์ชาวออฟฟิศที่งานยุ่งกันเสียจริงๆ
หลากหลายไอเดียพันธุ์ไม้ประดับ
• กระบองเพชรจิ๋ว ต้นไม้ยอดฮิตของชาวออฟฟิศสมัยนี้ เพราะดูแลง่าย ทนทานและแข็งแรง รดน้ำแค่ 2 วันต่อ 1 ครั้ง วันไหนแดดดีๆ ก็เอาไปตากแดดสักหน่อยก็สามารถอยู่ได้แล้ว แถมยังมีหลากหลายพันธุ์ หลากหลายสีสันให้เลือกซื้อหา
• พลูด่าง เป็นไม้เลื้อยที่นิยมปลูก เพราะเจริญเติบโตง่ายสามารถขึ้นได้ทั้งในดินและในน้ำ ชอบแสงสว่าง ถ้านำไปปลูกในออฟฟิศก็สามารถใช้แสงไฟฟ้าแทนได้ ลำต้นมีลักษณะอ่อนช้อย สวยงาม จึงนิยมนำมาใส่แจกันหรือแขวนเป็นระย้า อาจจะหาที่แขวนเก๋ๆ หรือแจกันดีไซน์สวยๆ มาใส่ เพิ่มความสวยงามไปอีกแบบ
• เฟิร์นเงิน เติบโตได้ดีในออฟฟิศที่ชอบเปิดแอร์เย็นๆ อีกทั้งยังปลูกง่ายแค่หมั่นพรมน้ำที่ใบทุกวัน และรดน้ำประมาณครึ่งแก้ว วันเว้นวัน และควรนำออกแดดประมาณ 3 วันต่อ 1 ครั้ง เหมาะสำหรับโต๊ะทำงานที่อยู่ในมุมอับ มีแสงสว่างน้อย คุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิความร้อนจากภายนอก และดูดสารพิษในอากาศได้ดี
• กวักมรกต แค่ชื่อก็ทำให้รู้สึกดีเป็นมงคลกันแล้ว เหมาะสำหรับนำมาประดับเป็นต้นไม้ในบ้าน และในออฟฟิศ เพราะสามารถอยู่ได้ในที่แสงน้อย ลักษณะใบเป็นมัน แตกกอและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บำรุงรักษาง่าย รดน้ำไม่ต้องบ่อยนัก ควรใช้ปุ๋ยละลายน้ำรดเดือนละครั้ง เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมในการนำมาประดับตกแต่งห้องต่างๆ เนื่องจากมีใบที่สวยงาม
• แอฟริกันไวโอเลต เป็นไม้ประดับที่มีความสวยงามทั้งใบและดอก ต้นขนาดกะทัดรัด หลากสีสัน เช่น สีขาว สีชมพู สีแดง สีม่วง หรือ 2 สีในดอกเดียวกัน เหมาะสำหรับปลูกในออฟฟิศมาก สามารถออกดอกให้ชื่นชมได้ตลอดทั้งปี ควรนำไปตากแสงแดดอ่อนๆ ทุกเช้า ทำให้จิตใจอ่อนโยน คลายเครียดไปอีกแบบด้วย
• ลิ้นมังกรแคระ เป็นไม้ใบที่ดูแลรักษาง่ายมากๆ เหมาะสำหรับคนจ๊อบเยอะสามารถอยู่ได้หลายเดือนโดยที่ไม่ต้องรดน้ำ เป็นไม้โตช้า และสามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนในอากาศ และดูดสารพิษได้ดี อยู่ด้วยแล้วสดชื่น ปลอดโปร่ง
จริงๆ แล้วยังมีไม้ดอกไม้ประดับอีกหลากหลายสายพันธุ์รอคุณนำไปปลูกเพิ่มความเขียวสด และเพิ่มอากาศที่บริสุทธิ์ให้กับออฟฟิศที่คุณต้องนั่งทำงานอยู่ตลอดทั้งวันอีกมากมาย แล้วอย่าลืมชวนเพื่อนโต๊ะข้างๆ ช่วยกันปลูกด้วย เพียงเท่านี้อากาศดีๆ ความมีชีวิตชีวาที่มาจากพันธุ์ไม้ต้นเล็กๆ ของคุณ ก็อยู่รายรอบตัวเราตลอดเวลาแล้วล่ะ | |
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 1 - 4 จาก 23 |